Make your own free website on Tripod.com

คลั่งธรรมกายจนเพี้ยน ผศ.รามเข้าร.พ. ชาวบ้านโต้'โกหก' อ้างได้ที่ดินบริจาค หัวข้อข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2541

Posted by ฉึกกะฉัก on December 21, 1998 at 08:03:28:

คลั่งธรรมกายจนเพี้ยน ผศ.รามเข้าร.พ. ชาวบ้านโต้'โกหก' อ้างได้ที่ดินบริจาค หัวข้อข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2541

เผยผู้ช่วยศาสตรจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายแล้วเกิดอาการเครียด ผวากลัวคนตามมาทำร้าย ถึงขั้นพกปืน-มีดไปสอนนักศึกษาจนถูกให้ออก

ขณะที่ข่าวฉาววัดพระธรรมกายถูกบรรดาสนุศิษย์ผู้ปฏิบัติธรรมทยอยออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ทั้งด้านหลักการประพฤติปฏิบัติตามเพศพรหมจรรย์ที่ไม่เหมาะไม่ควร เช่น พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน มีทรัพย์สมบัติ-ธุรกิจครอบครอง และด้สนคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักของพระพุทธศาสนาให้เชือว่าทำบุญมากได้มาก เชื่อว่านิพพานมีตัวตน ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม มีผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ถอนตัวออกมา เนื่องจากได้รับผลกระทบที่เจ็บปวดจากการสอนธรรมที่ผิดเพี้ยนของวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า เดิมตนและเพื่อนคือ น.ส. สุมาลี(ขอสงวนนามสกุล)ไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย พบว่มีผู้ปฏิบัติธรรมหลายรายที่สติฟั่นเฟือนหลังจากเข้าไปปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ต่อมา น.ส.สุมาลีชักชวนน้องสาวอีกคนชื่อ น.ส.ธิดา (ขอสงวนนามสกุล) ไปปฏิบัติธรรมอีกคน ตอนหลังคนไม่ค่อยได้ไปเพราะมัววุ่นวายเรื่องธุรกิจที่ทำอยู่ แต่ น.ส.สุมาลีและน.ส.ธิดา สองพี่น้องยังคงไปวัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับเพื่อนของตน

อดีตผู้ปฏิบัติธรรมรายดังกล่าวกล่าวว่า น.ส.สุมาลีมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในขณะที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย และมีประวัติการเรียนดีมาโดยตลอด เคยสอบชิงทุนของสำนักงานคณะกรรการพลเรีอน(ก.พ.) ไปเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ส่วน น.ส.ธิดา น้องสาวทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เดิมทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นประจำ ทุกสัปดาห์เมื่อกลับมาบ้านแล้วก็นั่งสมาธิต่อ หลังกจากที่ไปบ่อยขึ้นพฤติกรรมของทั้งสองคนเปลี่ยนไปจากเดิม คือ ทำบุญ สร้างพระและซื้อหนังสือธรรมะของวัดเป็นจำนวนมาก และมักเล่าถึงนิมิตเห็นภาพแปลกๆให้คนใครอบครัวและเพื่อนฝูงและคิดว่าภาพที่เห็นเป็นจริง

"เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา น.ส.สุมาลีมีอาการหนักมากขึ้น มักบ่อนเสมอว่านิมิตเห็นยมทูตจะมาเอาชีวิต เกิดอาการกลัวตลอดเวลา กลัวคนมาทำร้ายถึงขนาดต้องพกพาอาวุธทั้งปืนและมีดไปสอนนักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยต้องเชิญออกจากงาน ปัจจุบันต้องอยู่บ้านคนเดียว เนื่องจากอยู่กับพี่น้องไม่ได้และทำร้ายหลาน ส่วน น.ส.ธิดาน้อสาวที่เดิมอยู่ด้วยกัน เมื่อ น.ส.สมาลีกลัวคนมาทำร้ายจึงเปลี่ยนกุญแจบ้านเป็นประจำ ทำให้ น.ส.ธิดาน้องสาวเข้าบ้านไม่ได้ ต้องงัดกุญแจ และให้ช่างมาซ่อมกุญแจเป็นประจำ ในที่สุดจึงแยกไปอยู่ต่างหาก นอกจากนี้บางครั้ง น.ส.สุมาลีไปแจ้งตำรวจว่าจะมีคนมาทำร้ายและให้ตำรวจมาเฝ้าที่บ้าน เมื่อแจ้งความหลายครั้งเข้าตำรวจเริ่มสงสัยความผิดปกติจึงบอกญาติพี่น้องและครอบครัวพาไปักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญา" อดีตผู้ปฏิบัติธรรมกล่าว และว่า สำหรับ น.ส.ธิดา น้องสาวของ น.ส.สุมาลีมีอาการเบลอเช่นกัน ครั้งหนึ่งขณะขับรถไปทำงานเกิดอาการสิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัวถึงขนาดขับรถไปถึง จ.บุรีรัมย์แล้วพยายามเดินให้รถชนจนเด็กปั๊มต้องแจ้งตำรวนให้ติดต่อญาติไปรับกลับ

ผู้สื่อข่าวไปสอบถามไปยังที่ทำงานของ น.ส.ธิดา ย่านถนนสีลม ได้รับการบอกเล่าว่า น.ส.ธิดาสนใจมากว่าตายแล้วจะมีความรู้สึกอย่างไรและจะไปอยู่ที่ใด และมักซื้อหนังสือเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายมาอ่านเป็นจำนวนมาก เคยพยายามฆ่าตัวตายโดยใช้มีดคว้านท้องแต่พอถึงตอนเช้าเกิดอาการไม่อยากตายจึงโทรศัพท์ไปหาญาติให้นำตัวางโรงพยาบาล ญาติจึงนำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา หลังจากนั้นมีอาการเบลอพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง จนในที่สุดบริษัทต้องให้ออกจากงาน

"ปกติแล้ว น.ส.ธิดาเป็นคนร่าเริง เป็นนักกีฬา แต่หลังจากไปกฏิบัติธรรมพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก ชอบพูดเรื่องอภินิหาร เรื่องเทพ เอาแต่นั่งสมาธิและเช็ดองค์พระพุทธรูป ไม่ยอมทำอะไร เวลาล้างจานก็จะล้างเฉพาะของตน เวลานั้งก็จะเช็ดพื้นเฉพาะบริเวณที่ตนนั่ง เมื่อสอบถามคนที่บ้านก็บอกว่าพระที่วัดบอกว่าเป็นกรรมเก่า หนึ่งแสนคนจะเป็นเสียหนึ่งร้อยคน เพื่อนไม่รู้จะช่วยอย่างไร" เพื่อที่ทำงานของ น.ส.ธิดา กล่าว

นายประเสริฐ แก้วสวาท อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 7 ต.หนองพระ อ.วังทรายพุน จ.พิจิตร เปิดเผยกรณีกรมการศาสนาบอกว่า จะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงการกว้านซื้อที่ดินของวัดพระะรรมกายที่หมู่ 7 ต.หนองพระ ในวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น ปรากฎว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนาเข้าตรวจสอบแต่อย่างใด ทั้งที่ชาวบ้านและพระคอยให้ข้อมูลอยู่

นายประเสริฐกล่าวว่า จะให้เวลาเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอีก 7 วัน หากไม่เข้าตรวจสอบจะยกขบวนเข้าร้องเรียนกับนายโกเมศ แดงทองดี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และอยกขอความเป็นธรรมกับกรมการศาสนาโดยพร้อมที่จะแฉความจริงให้ฟังทุกอย่างว่า การซื้อที่ดินของวัดเป็นอย่างไร ใครร่วมมือบ้าง เนื่องจากที่ดินของวัดพนมพานั้นชาวบ้านเป็นคนมอบให้

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากวัดพระธรรมกายว่า มีประชาชนเดินทางมาที่วัดน้อยกว่าปกติ โดยมีจำนวนไม่ถึง 20,000 คน ทั้งที่วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ทางวัดธรรกายได้นัดหมายให้ประชาชนที่สั่งจองพระรุ่นดูดทรัพย์ ลำดับที่ 1 - 50,000 เดินทางมารับพระ ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไปนั้น ปรากฎว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งให้ความสนใจกับบอร์ดข่าวหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับที่เสนอข่าวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย และมีพระภิกษุประจำอยู่ในจุดต่างๆมากกว่าปกติที่ผ่านมา และเป็นการแสดงความใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติธรรมมากขึ้น รวมทั้งยังมีการเชิญเจ้าของร้านทอง เจ้าของร้านอาหาร และเจ้าของกิจการต่างๆขึ้นพูดเกี่ยวกับความสำเร็จในการค้าหลังจากที่ได้เข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมกาย แต่ปรากฎว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจจากประชาชนมากนัก

สามี-ภรรยา คู่หนึ่ง ซึ่งขอสงวนนาม ที่เดินทางมารับพระรุ่นดูดทรัพย์ กล่าวว่า ทางวัดพระธรรมกายได้โทรศัพท์ไปชวนให้เดินทางมารับพระที่สั่งจองไว้และบอกว่า ให้รวมตัวกันมาในวันนี้ เมื่อมาถึงรู้สึกเสียใจมากเพราะมีคนมาน้อยกว่าที่คาดไว้มาก โดยเจ้าหน้าที่ที่โทรศัพท์ไปชวนบอกว่าจะมีคนมาที่วัดจำนวนมากเหมือนกับวันอาทิตย์ต้นเดือน

นายปลง ยอดทหาร อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 7 ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร เปิดเผยว่าการที่วัดพระะรรมกายออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องที่ดินจำนวน 156 ไร่ ที่ จ.พิจิตร ว่าไม่ได้จัดซื้อเอง แต่มีสาธุชนถวายให้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะเป็นที่ดินที่ชาวบ้านขายให้ทั้งนั้น จะมาอ้างว่าชาวบ้านบริจาคได้อย่างไร ถ้าไม่เชื่อให้สอบถามจากชาวบ้านดู

"นายชาญวิทย์ นายถาวร และเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยมาติดต่อขอซื้อที่ดินจากผม แต่ไม่ได้ขายให้ และก็ถูกกลุ่มบุคคลเข้าข่มขู่พร้อมอ้างว่า 3 รัฐมนตรีของ จ.พิจิตร มีส่วนรู้เห็นด้วย ชาวบ้านที่ขายที่ดินให้ก็เพราะกลัวอิทธิพลกันทั้งนั้น แถลงการณ์ของวัดพระธรรมกายถือว่าเป็นการโกหก และตอนที่มากว้านซื้อก็อ้างกับชาวบ้านว่าจะทำเหมืองทองคำ จะทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีความเจริญ แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย" นายปลงกล่าว

นายปลงกล่าวว่า กรณีที่วัดพระธรรมกายบอกว่าจะใช้เป็นสถานที่ธุดงสถานนั้น อยากถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมต้องย้ายวัดออกนอกพื้นที่ ถ้ามีจิตใจบริสุทธิ์ที่จะพัฒนาศาสนาก็น่าจะทำนุบำรุงวัดเดิมให้ดีขึ้น ไม่ใช่ย้ายไปอยู่ที่อื่น และทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างพระกับชาวบ้าน หลักฐานที่มีอยู่ก็เห็นกันเต็มตา "ตอนที่มาซื้อนั้นใครก็รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร พูดออกมาได้อย่างว่าจะทำธุดงคสถาน ขณะนี้เวลาผ่านไป 10 ปีแล้วยังไม่เห็นหัวใครสักคน เห็นแต่พวกสำรวจแร่เท่านั้น เจาะจนแผ่นดินเป็นรูพรุนหมดแล้วยังจะมาแก้ตัวกันอีก"

ด้าน พระคุณวิเศษ วิริยะคุณ เจ้าคณะอำเภอวังทรายพูน และเจ้าอาวาสวัดเขตมงคล กล่วว่า ที่ดินที่วัดพระธรรมกายถือครองนั้นเป็นที่ดินที่ซื้อมาจากชาวบ้าน ไม่มีชาวบ้านที่ไหนที่จะบริจาคที่ดินให้ฟรีๆเป็นร้อยๆไร่ และยังสงสัยอยู่เลยว่าที่ดินที่ไหนจะมีทองคำที่จะเอาไปสร้างพระได้

"ช่วงที่ไปประชุมที่กรมการศาสนา เคยได้ยินพระลูกวัดพระธรรมกายเล่าให้ฟังว่า พระบางรูปของวัดพระธรรมกาย ชอบทำตัวคุ้นเคยกับแม่ชีมาก และชอบตัวใกล้ชิดไปมาหาสู่กันได้ เรื่องที่ดินก็เหมือนกัน มีเท่านี้ก็ขยายให้กว้างออกไป เที่ยวไปบีบบังคับขอซื้อจากชาวบ้าน ใครไม่ขายก็ข่มขู่จะทำร้าย ตรงนี้ทำไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่นิสัยพระ แต่เป็นนิสัยอันธพาล" พระคุณวิเศษกล่าว

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยกล่าวว่า ไม่อยากวิจารณ์เรื่องการสร้างพระธรรมกายเจดีย์ ใหญ่โตมโหฬารของวัดพระธรรมกาย แต่เท่าที่ดูเป็นการสร้างที่มีการลงทุนมาก แต่ที่บอกว่าจะทำให้มีการหมุนเวียนของเงินทุนนั้นตนเห็นว่าคงไม่เป็นความจริงเพราะเป็นถาวรวัตถุที่ปิดตาย ไม่ได้นำไปทำอย่างอื่นต่อจะทำให้เงินหมุนเวียนคงเป็นไปไม่ได้