Make your own free website on Tripod.com

ข้อมูลลึก 'สีกาอี๊ด' ร่วม 'ธัมมชโย' ทำเหมือง หัวข้อข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2541

Posted by ฉึกกะฉัก on December 19, 1998 at 20:43:29:

ข้อมูลลึก 'สีกาอี๊ด' ร่วม 'ธัมมชโย' ทำเหมือง หัวข้อข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2541

เปิดตัว 'สีกาอี๊ด' คนใกล้ชิดเจ้าสำนักธรรมกาย หลักฐานชัดมีชื่อในบริษัทขออนุญาตกรมทรัพยากรธรณีทำเหมืองแร่ทองคำในจ.พิจิตร แหล่งที่ดินของ'ธัมมชโย'

ความคืบหน้าหลังจาก 'มติชน' ตรวจพบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับโฉนดที่ดินในพื้นที่บ้านเขาพนมพา หมู่7 ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ซึ่งมีชื่อ "พระไชยบูลย์ ธัมมชโย(สุทธิพล)" หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์(พระธัมมชโย) เป็นเจ้าของที่ดินอย่างชัดเจนรวม 156 ไร่เศษจนฮือฮาไปทั่ว และคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ยังพบว่ามีข้อมูลจำนวนมากที่กล่าวหาว่าพระผู้ใหญ่ที่วัดดังกล่าวมีส่วนพัวพันกับสีกาหลายคนทั้งข้าราชการที่มีสามีแล้ว หรือสาวไฮโซ รวมถึงสีกา"อี๊ด" ซึ่งนายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ระบุว่าผิดพระธรรมวินัยถึงขั้นมหาเถรสมาคม(มส.)สั่งให้สึกได้

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม "มติชน" ได้ข้อมูลอีกว่า "สีกาอี๊ด" ผู้นี้เป็นหนึ่งในอีกหลายสีกาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระธัมมชโยมาก โดยสีกาอี๊ดเป็นภรรยาของอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อปี 2539 ปัจจุบันมีบริษัทอยู่ที่ย่านถนนพหลโยธิน สะพานควาย เขตพญาไทย กรุงเทพฯ โดยสีกาอี๊ดและสามีอดีตรองผู้ว่าฯมีที่ดินอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยาจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีโครงการที่จะทำธุรกิจในพื้นที่นี้อย่างครบวงจร

สำหรับความสัมพันธ์ของสีกาอี๊ดกับพระธัมมชโย ดำเนินไปอย่างใกล้ชิดมาก สีกาอี๊ดเป็นผู้มีบุคคลิกคล่องแคล่วพระธัมมชโยจะไว้ใจมาก และมอบหมายงานให้ทำและรับผิดชอบหลายอย่าง ซึ่งสีกาอี๊ดจะสบองตอบได้อย่างดี ในช่วงที่ผ่านมาเป้นรู้กันในหมู่ศิษย์ใกล้ชิดมากว่าพระธัมมชโยจะติดต่อทางโทรศัพท์กับสีกาอี๊ดเป็นประจำ บางครั้งศิษย์จะสังเกตได้ว่ามีการใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนมาก และพระธัมมชโยจะเรียกชื่อเพียงแค่ "อี๊ด" เท่านั้น จะไม่ใช้คำนำหน้าว่าโยม หรือสีกา

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวไปพบนายยงยุทธ วิรางกุล นายกเทศบาลตำบลท่าโขลง อ.คลองสาม จ.ปทุมธานี เพื่อสอบถามกรณีวัดพระธรรมกายก่อสร้างอาคารโดยไม่ขออนุญาตต่อทางราชการโดยอ้างว่าก่อสร้างในนามมูลนิธิธรรมกาย แต่เมื่อไปถึงพบนางสุณีย์รัตน์ นิตินันท์ เจ้าหน้าที่สำนักงานประถมศึกษาอำเภอคลองหลวงอยู่ในห้องนายยงยุทธ โดยได้นำเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย 2 พบโดยพูดคุยกันภายในห้องทำงานเป็นการส่วนตัว ใช้เวลานานประมาณ 30 นาที แล้วจึงได้เดินทางกลับ

ต่อมาเมื่อสอบถามนายยงยุทธว่า เจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกายมาหารือเรื่องอะไร นายยงยุทธกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของวัดมาอวยพรวันปีใหม่ ซึ่งทำเป็นประจำทุกปีไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกรณีที่วัดพระธรรมกายก่อสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ขออนุญาต นายยงยุทธตอบว่า การก่อสร้างภายในวัดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยที่ตนจะมาดำรงตำแหน่ง เวลานี้ทางวัดยังไม่มีความผิดอะไรที่จะเข้าไปตรวจสอบเพราะเป็นกิจการของวัดซึ่งตามกฎหมายมีข้อยกเว้นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวกลับออกมาจากห้องนายยงยุทธ พบว่านางสุณียรัตน์กำลังเดินแจกหนังสือของวัดพระธรรมกายเป็นสมุดสีแดงสดใส หน้าปกเขียนว่า "เจาะลึกพระธรรมกาย(ลับสุดยอด) ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน" เนื้อหาภายในมีใจความว่า ในระยะเดือนเศษที่ผ่านมามีข่าวของวัดพระธรรมกายปรากฎในสื่อมวลชนต่างๆจำนวนมาก และข่าวสารในจำนวนไม่น้อยที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้เกิดการถกเถียงกันมาว่าความจริงเป็นอย่างไร และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง วัดพระธรรมกายจึงได้จัดทำหนังสือนี้ขึ้นมา

ในหนังสือดังกล่าวมีการนำถ้อยคำเชิดชูวัดพระธรรมกายของศิษย์คนสำคัญๆของวัดมาตีพิมพ์ไว้เช่น
1.นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
2.นายพิสิษฐ์ นิ้งน้อย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวงจังหวัดเชียงใหม่
3.นายสุขเกษม ภมรสถิตย์ นักเจดีย์วิทยา
4.อาจารย์พิสมัย แสงหิรัญ เจ้าของผู้อำนวยการโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงเทพฯและโรงเรียนกรุงเทพธุรกิจ
5.นางเพ็ญจันทร์ อัศวโสภณ กรรมการอำนวยการสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ประธานบริษัทพีเอ็นเอสแมเนจเม้นท์ จำกัด
6.นายผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้
7.น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล อดีตรองนางสาวไทย ดารานักแสดง
8.จิตแพทย์ประภาส อุครานันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนิติจิตเวช
9.นายสถาพร โฆษจันทร อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวไทย อดีตรองผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.)
เป็นต้น

นางสุณีย์รัตน์กล่าวว่า ทีต้องมาพบนายยงยุทธเพราะเป็นศิษย์ของธรรมกาย เลยนำของขวัญไปให้เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ และขณะนี้ทางวัดได้แต่งตั้งพระปลัดสุธรรม สุธัมโม เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และเลขามูลนิธิพระธรรมกายเพื่อไขข้อข้องใจในเรื่องที่มีข่าวอยู่ในเวลานี้ ตอนนี้ทราบว่าสถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้ส่งคนไปฝังตัวอยู่ในวัดพระธรรมกาย 1 คน เพื่อหาข่าวในวัด ซึ่งทางวัดก็ทราบดีแต่ไม่ได้ต่อต้านอะไรเวลาข่าวของไอทีวีออกมาโจมตีทางวัดตลอด

รายงานข่าวจากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นอกจากบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด และบริษัทไทยโกลบอนด์ เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตรแล้ว ยังมีอีกบริษัทที่ยื่นขอมา คือบริษัทโซลอ๊อก จำกัด โดยยื่นขอทำเหมืองหินแกรนิต และจะเปลี่ยนเป้นประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ ปรากฎว่ามีชื่อ "โยมอี๊ด" คนใกล้ชิดพระธัมมชโยเกี่ยวข้องในฐานะผู้บริหารคนหนึ่ง

นายยุทธชัย อุตมา รองอธิบดีกรมการศาสน กล่าวว่า นายพิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา ได้สั่งการให้นายสำรวย สารัตถ์ ผู้อำนวยการสำนักงานมหาเถรสมาคม ตรวจสอบว่ามีกฎระเบียบหรือคำสั่งของคณะสงฆ์หรือกฎ มส. กำหนดเกี่ยวกับการที่พระซื้อที่ดินไว้อย่างไร เท่าที่ตนตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีข้อห้ามไม่ให้ซื้อ นอกจากนี้ ยังต้องดูจุดประสงค์ด้วยว่าซื้อเพื่ออะไร อย่างไรก็ตาม ในประมวลกฎหมายแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับมรดกของพระภิกษุ ระบุว่าทรัพย์สินของพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิต หรือโดยพินัยกรรม

นายยุทธชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตามกฎ มส.ข้อ 24 ระบุมีที่ของวัด 3 ลักษณะคือ 1.ที่วัด 2.ที่ธรณีสงฆ์ 3.ที่กัลปนา ซึ่งเป็นที่ที่ผู้บริจาคให้ตามวัตถุประสงค์ กรณีของพระธัมมชโยอาจเป็นไปได้ว่าญาติโยมบริจาคให้เป็นที่กัลปนาหรือไม่ การมีชื่อพระธัมมชโยในโฉนดที่ดินก็มีประเด็นและคำถามเยอะ และมีหลายอย่างที่ยังไม่รู้ลึกๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ กมธ.การศาสนาฯระบุว่า มีข้อมูลกล่าวหาว่าพระผู้ใหญ่ของวัดดังกล่าวมั่วสีกาหลายคน นายยุทธชัยกล่าวว่า ไม่เคยรู้มาก่อน เคยได้ยินแต่วิธีการเผยแผ่ศาสนาและการทำให้วัดเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก และไม่รู้จะไปตรวจสอบได้อย่างไร ไม่เหมือนกรณียันตระที่มีตัวบุคคลยืนยันชัดเจน เรื่องนี้ต้องวางตัวเป็นกลาง ต้องเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ที่สำคัญเรื่องศาสนาต้องระวัง และในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ กมธ.การศาสนาฯได้เชิญตนไปชี้แจงเรื่องวัดพระธรรมกาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนารายหนึ่งกล่าวว่า กรณีพระธัมมชโยอาจมีผู้เถียงว่า ไม่ผิดศีลข้อใดใน 227 ข้อ เพราะปาราชิก 4 ข้อ ไม่มีข้อว่าด้วยค้าขายบุญหรือขูดรีดคนมาทำบุญ แต่พระยังศีลอย่างอื่นที่จะต้องรักษาอย่างเคร่งครับ เรียกว่า "จาตุปาริสุทธิศีล" (ศีลที่ทำให้บริสุทธิ์ 4 ข้อ) คือ
1.ปาติโมกข์สังวรศีล คือรักษาศีล 227 ข้อ และอื่นๆให้บริสุทธิ์
2.อาชีวปริสุทธิศีล อาชีพของพระมีอย่างเดียวคือ ภิกษาจาร ขอข้าวเขายังชีพและอาศัยวัตถุเครื่องยังชีพเท่าที่จำ เป็น จะต้องไม่โกหกหลอกลวงให้คนเขาหลงศรัทธามาบริจาค จะต้องไม่แสวงหาในทางที่ไม่เหมาะแก่สมณะอันเรียกว่าอเนสนา(การแสวงหาที่ไม่สมควร)
3.อินทรียสังวรศีล ศีลคือการสำรวมอินทรีย์
4.ปัจจัยสันติสตศีล ศีลคือการใช้ปัจจัยพื้นฐานให้เหมาะสมแก่สมณ เช่นใช้วัตถุแต่น้อย ทำประโยชน์ให้มาก อยู่ง่ายกินง่าย เช่นกินอาหารเพื่อยังชีพไม่ใช่สั่งอาหารดีๆเพื่อปรนเปรอกิเลสตัณหา เป็นต้น

พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี กล่าวถึงกรณีพระธัมมชโยมีชื่อในโฉนดที่ดินว่า คงต้องย้ำคำเดิมคือธรรมกายเป็นผีโลงแตก ที่ดินนี้ต้องซื้อเพื่อเป็นของสงฆ์ หากเอาเงินที่ประชาชนบริจาคไปซื้อของส่วนตัวยิ่งซวยกันไปใหญ่ จะไปให้ญาติหรือคนสนิทหรือใครก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นโฉนดเป็นชื่อของพระยิ่งไม่ถูก และไม่เคยมีเป็นตัวอย่างมาก่อนว่าพระซื้อที่ดินเป็นของตัวเอง มีแต่ซื้อแล้วจัดการให้เป็นธรณีสงฆ์ การซื้อไปเพื่อจะทำธุรกิจขุดแร่ไม่ใช่กิจของสงฆ์น่าตำหนิมาก

"น่าจะเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสได้แล้ว เอาเงินชาวบ้านไปซื้อที่ดินเป็นของส่วนตัวไม่ถูก พระจะไปคิดมีที่ดินทำไม แสดงว่าคิดสึกหรือไร หากออกมาในรูปนี้แม้แต่พระพุทธรูปทองคำที่วัดพระธรรมกายก็น่าสงสัย น่าตรวจดุว่าบริสุทธิ์สักแค่ไหน วัดไปรุกไปล้ำไปไล่ที่ดินที่เขาใช้เป็นสาธารณประโยชน์ เขาเรียกว่าภิกษุมหาโจร" พระพยอมกล่าว

นายชาญวิทย์ เปรมกมล หนึ่งในจำนวนผู้มีชื่อว่าร่วมกับพระธัมมชโย กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านบริเวณริมเขาพนมพากล่าว่า ยอมรับว่าขายที่ดินให้วัดพระธรรมกายจริง เพียงจำนวน 156 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตนถือครองอยู่เท่านั้น ไม่เคยไปติดต่อซื้อจากชาวบ้านให้กับวัด เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการแอบอ้างเอาชื่อของตนไปใช้ซื้อที่ดินจากชาวบ้าน หลังจากขายที่ดินแล้วตนไปทำธุรกิจเล่นหุ้นและย้ายไปอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเกิดข่าวเช่นนี้ ชื่อเสียงตนเสียหายมาก ขอยืนยันว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มวัดพระธรรมกาย