Make your own free website on Tripod.com

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ เรื่อง ไปไหนมาสามวาสองศอก โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2541

Posted by ฉึกกะฉัก on December 19, 1998 at 19:39:33:

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ เรื่อง ไปไหนมาสามวาสองศอก โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2541

ผมได้เขียนบทความเรื่อง พระพุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิ ลงในมติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2541 และเรื่อง ธรรมกาย ปาฏิหาริย์ หรือโกหัญญวิธี ลงในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2541 และได้ในสัมภาษณ์ทางวิทยุบ้าง โทรทัศน์บ้าง ในโอกาสต่างๆ ตั้งข้อสังเกตและสงสัยเกี่ยวกับ คำสอนของธรรมกาย เน้นประเด็นหลัก 3 ประการคือ

1.คำสอนธรรมกายเป็นลัทธินอกพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เป็นลัทธิอะไร

2.มรรคผลนิพพาน ซึ่งสำนักนี้เรียกว่า นิพพาน คือการทำตนให้เป็นพระพุทธรูป(เกตุ)มาลาดอกบัวตูม หน้าตักกว้างแคบแตกต่างกันไป เป็นมรรคผลนิพพานของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าใช่ มีพระพุทธวจนะตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มใด

3.พระนิพพาน ที่สำนักนี้เรียกกันว่า อายตนนิพพาน เป็นสถานที่ถาวร ที่มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในอดีตประทับอยู่ชั่วนิรันดร์นั้น เป็นนิพพานในคำสอนของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าเป็น มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มใด

รวมถึงพิธีกรรมขึ้นไปถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าบนอายตนนิพพานนั้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อนั้น เป็นพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าใช้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์เล่มใด

เขียนไปแล้วก็รอให้เจ้าสำนัก และรองเจ้าสำนักคือ คุณชัยบูลย์ และ คุณเผด็จ ชี้แจงมาให้กระจ่าง จะได้หายสงสัย หาไม่แล้วผมก็จะยังคงเข้าใจว่า ท่านทั้งสองเป็นเสฉวนแอบสอนลัทธินอกพระพุทธศาสนาในคราบแห่งสาวกของพระพุทธองค์ และมาปู้ยี่ปู้ยำพระพุทธศาสนา โดยขายบุญกินจนพุงกางอยู่ดีแหละครับ ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องคิดเช่นนี้ เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเจ้ากูรูปใดเห็นบุญเป็นสินค้า และสร้างโปรเจ็กต์ขายบุญมากมายหลายโปรเจ็กต์อย่างมหัศจรรย์พันลึกปานฉะนี้

จนบัดนี้ก็ไม่มีคำตอบแม้แต่นิดเดียว

เห็นคำแถลงตอบ ของเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักในหนังสือฐานเศรษฐกิจรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 12 - 18 ธันวาคม พ.ศ.2541 คิดว่าจะได้กระจ่าง แต่ก็ผิดหวัง ทั้งสองท่านมิได้ตอบตรงประเด็นที่ถามเลย คนพี่ก็พูดถึงวิธีสร้างธรรมกายแก่ประชาชนว่าต้องทำอย่างไร คนน้องก็พูดถึงเจดีย์ทั้ง 4 คือ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุทเทสิกเจดีย์ ว่ามีตรัสไว้ในพระไตรปิฎกให้สร้างได้ แต่ไม่พูดสักนิดเดียวว่า พระพุทธเจ้าให้สร้างรูปทรงเป็นจานบิน และใหญ่โตมโหฬาร มีการ"ดูดเงิน" อย่างบ้าเลือดจากชาวบ้านมาสร้างอย่างที่ทำกันหรือไม่

สรุปแล้ว ผมถามว่าไปไหนมา ทั้งสองท่านตอบว่า สามวาสองศอก

จะวานให้ศิษย์ซึ่งมีสติปัญญาตอบให้ท่านก็บอกว่า ท่านได้ถอยห่างออกมาแล้ว เพราะไม่เห็นด้วยกับการขายบุญ ขายคำสอนของพระพุทธเจ้า และบอกว่า สิ่งที่นายเสฐียรพงษ์(คือผม)เขียนนั้นถูกต้องแล้ว

ลองนิมนต์พระผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์สำนักอย่างแข็งขันตอบให้ก็ได้ คิดว่าถ้ารักกันจริงคงช่วยชี้แจงให้ได้ แล้วจะได้รู้กันว่าไผเป็นไผ

การอ้างว่ามรรคผลนิพพาน (ที่ท่านเรียกว่าธรรมกาย) ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น ได้หายไปหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปี เท่ากับทำให้พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิหรือไม่ เพราะมรรคผลนิพพานของพระพุทธองค์มิใช่ "วิทยายุทธ์" ลึกลับที่ถ่ายทอดให้แก่บางคน ไม่ให้แก่บางคน และสามารถหายไปได้ โผล่ขึ้นใหม่ได้

และการอ้างว่าอาจารย์ของพวกตนเป็นผู้ค้นพบใหม่ เท่ากับบอกว่า อาจารย์ของตนเป็น "สัมมาสัมพุทธะ" หรือไม่ เพราะผู้ที่ค้นพบสัจธรรมด้วยตัวเองมิได้ตรัสรู้จากผู้อื่นมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าไม่ใช่(คือไม่ถึงกับยกอาจารย์ของตนเป็นสัมมาสัมพุทธะ) เป็นการดูหมิ่นว่าหลัง พุทธปรินิพพาน 500 ปี มาจนถึงอาจารย์ของพวกตน ไม่มีพระอรหันต์เลยใช่ไหม

การเดินดวงแก้วผ่านฐานต่างๆ จนกลายเป็นพระพุทธรูปเกตุดอกบัวตูมหน้าตักกว้างแคบแตกต่างกัน คือการได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มใด และการบัญญัตินิพพานว่าเป็นอัตตาถาวร เป็นสถานที่ซึ่งมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นั่งสงบแออัดอันอยู่นิรันดรนั้น เป็นนิพพานของพระพุทธศาสนาใช่ไหม ถ้าใช่ มีพระพุทธวจนะตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มใด

และที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" (เทศน์ครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์) ว่า นิโรธ คือนิพพานนั้นได้แก่การละตัณหาทั้งสามได้โดยสิ้นเชิง หรือในที่อื่นว่านิพพานคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นั้น ดูเหมือนจะคนละอย่างกับนิพพานของพวกท่านใช่ไหม

นิพพานเป็นของลัทธิธรรมกายเป็นตัวเป็นตนในสถานที่สถิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายชั่วนิรันดร (อยู่ที่ไหนไม่รู้สิ) ในขณะที่นิพพานของพระพุทธเจ้าคือสภาวะความหมดสิ้นกิเลสตัณหา หมดโลภโกรธ หลง โดยสิ้นเชิง

จะเป็นลัทธินอกรีตนอกรอย สอนวิปริตวิตถามอย่างไรไม่มีใครเขาว่าดอกครับ ขออย่างเดียวอย่าอ้างพระพุทธศาสนาให้มัวหมองเลย