Make your own free website on Tripod.com

ข่าวสด 1/12/2541

มหาเถรฯสั่งสอบ ธรรมกาย 'เสฐียรพงษ์' แฉซ้ำ

ธุรกิจขาย 'บุญ' ไม่ต่าง 'กระสือ' 'ตูมตาม' ลุยต่อ ! เปิดรับข้อมูลเด็ด

มหาเถรฯ สั่งสอบวัดพระธรรมกายแล้ว เผยพระเถระประชุมเครียดนาน 2 ชั่วโมง ว่าด้วยเรื่องธรรมกายล้วนๆ ก่อนมีมติให้เจ้าคณะภาค 1 ดำเนินการตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์

ถ้าจะจัดการอย่างไรให้เสนอเจ้าคณะใหญ่หนกลางชี้ขาด ด้านกก.มส.ไม่ยอมให้ความเห็น แต่ถกเครียดนาน 2 ชั่วโมง 'เสฐียรพงษ์ วรรณปก' ราชบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาเปิดโปงระบบพุทธพาณิชย์ สร้างภาพว่าเป็นผู้วิเศษบรรลุธรรมชั้นสูง ทำตัวลึกลับเข้าพบยาก ให้คนรู้สึกว่าตัวเองสุดยอด แล้วถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้กับศิษย์คนโปรด เหมือนวัดเส้าหลินไม่มีผิด แถมวิธีการยังเน้นบริจาคซะ จนกลายเป็นกระสือดูดเลือด เผยเจ้าอาวาสเป็นสักการตลาดตัวยง ขนาดคิดว่า 'บุญ' คือสินค้าที่ขายได้ บริจาคมากได้บุญมาก มิหนำซ้ำยังพยายามทำตัวเป็นพระพุทธเจ้าอีกด้วย

มหาเถรฯสั่งสอบวัดพระธรรมกายแล้ว โดยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 พ.ย. ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปนมัสการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของวัดพระธรรมกาย ปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธ ที่จะให้ความเห็นใดๆ โดยกรรมการมหาเถรสมาคมแทบทุกรูปบอกให้ไปสัมภาษณ์ นายยุทธชัย อุตมา รองอธิบดีกรมการศาสนาแทน เวลาประมาณ 16.10 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายยุทธชัย เปิดเผยว่า การประชุมวันนี้เป็นเรื่องนอกระเบียบวาระ เพราะทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอประเด็นวัดพระธรรมกาย เพื่อขอคำปรึกษาหารือจาก กรรมการมหาเถรสมาคม เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของกระแสสังคม หากปล่อยไว้อาจดูเหมือนคณะสงฆ์ นิ่งดูดาย ดังนั้น ประเด็นปกติทั่วไปจึงถูกระงับไว้และมีการอภิปรายเรื่องนี้เรื่องเดียว ตลอดการประชุม 2 ชั่วโมงเต็ม นายยุทธชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับการอภิปรายแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ เรื่องวัดพระธรรมกาย และการสร้างวัตถุมงคลของพระสงฆ์ โดยกรณีของวัดพระธรรมกาย ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้พระพรหมดมลี วัดยานนาวาในฐานะเจ้าคณะภาค 1 รับไปดำเนินการ โดยประสานงานกับทางกรมการศาสนาร่วมตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ภายในเวลา 2 อาทิตย์ นับจากวันนี้เป็นต้นไป เมื่อเจ้าคณะภาค 1 ตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรแล้ว ให้ยื่นเรื่องเสนอไปยังเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดชนะสงคราม ชี้ขาดอีกครั้ง ซึ่งยังกำหนดไม่ได้ว่าจะเป็นวันไหน "เรื่องนี้ละเอียดอ่อนพอสมควร ทางกรมคงไปก้าวก่ายอะไรมากไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกคณะสงฆ์ ว่ากันแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ใช้ความรุนแรง บีบคับเมื่อกระแสสังคมต้องการรับรู้ความจริง กรมการศาสนาเองถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเบื้องต้น จึงต้องขอคำปรึกษาหารือจากคณะสงฆ์ ส่วนการดำเนินการคงขึ้นอยู่กับคำตัดสินของผู้บังคับบัญชาสงฆ์" นายยุทธชัยกล่าว รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นการสร้างวัตถุมงคล ที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติให้รื่อฟื้นการแก้ไขกฏระเบียบเกี่ยวกับการขออนุญาต สร้างวัตถุ มงคลของพระสงฆ์ ให้ชัดเจนและเคร่งครัดกว่าที่เป็นอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะการโฆษณาชวนเชื่อเกินเลยความจริงและผิดหลักการพระศาสนา นายยุทธชัยกล่าวอีกว่า กรณีของวัดพระธรรมกาย แม้จะยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการนำเสนอ วัดถุมงคล เข้าข่ายมอมเมาหรือไม่ แต่ถ้ามองอย่างใจเป็นธรรม ใช่เพียงวัดพระธรรมกายเท่านั้น หลายๆ วัดในยุคนี้บรรยายสรรพคุณวัตถุมงคลเกินเลยความจริงกันอย่างน่ากลัว ยกตัวอย่างวัดชิโนรส ย่านบางกอกน้อย ที่กำลังถูกจับตา เพราะสร้างวัตถุมงคลแล้วติดป้ายโฆษณาหน้าวัด ในลักษณะชวนเชื่อว่าเอาพระไปแช่น้ำแล้วดื่มแก้โรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งอาจทำให้ญาติโยมไขว้เขว มองแล้วน่าตกใจ และสงสัยว่าทำไมปล่อยให้มีการโฆษณาลักษณะนี้

ด้านพระพรหมจรยาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร กทม. เปิดเผยความรู้สึกเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายว่า คงต้องรอตามมติของที่ประชุมที่ให้เจ้าคณะภาค 1 ไปดำเนินการแล้วเสนอต่อไปยังเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตัดสินขั้นสุดท้าย แต่ในความรู้สึกแล้ว เรื่องการก่อสร้างศาสนาวัตถุต่างๆ ไม่ว่าขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก ถือเป็นเรื่องปกติของแทบทุกวัด ทั่วประเทศเมื่อสร้างวัตถุก็ต้องมีปัจจัย การหาปัจจัยทางหนึ่งคือการสร้างวัตถุมงคลให้คนบูชา ซึ่งเป็นเรื่องของศรัทธาไม่ใช่การบังคับ เพราะวิสัยคนไทยผูกพันกับการสร้างบุญ นอกจากบางวัดที่มี พฤติกรรมบีบคั้นศรัทธา ก็ต้องถูกโจมตีเพราะทำผิดหลักศาสนา ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ที่มีการอวดด้างกันมากนั้น พระพรหมจริยาจารย์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อธิบายากมานานแล้ว เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล คนที่ประสบจึงจะเข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจ เพราะยังไม่เคยประสบเรื่องนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างผิดและไม่ผิด แล้วแต่มุมมอง ซึ่งต้องอาศัยหลักของเหตุผลมาประกอบด้วย

ด้านนายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา และสามเณรเปรียญเก้าประโยค รูปแรกของรัชการปัจจุบัน กล่าวถึงวัดพระธรรมกายว่า จากการติดตามข้อมูลต่างๆ มานานหลายปีพบว่าวัดพระธรรมกาย มีประเด็นที่น่าสงสัยอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการอวดด้างว่าตนเป็นผู้วิเศษ บรรลุธรรมชั้นสูง มีการสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นผู้สำคัญผู้วิเศษ พูดง่ายๆ ว่าพยายามจะเป็นพระพุทธเจ้า ถึงขนาดครั้งหนึ่ง เคยสั่งประติมากรปั้นพระพุทธรูป แต่พอปั้นไปอย่างไรก็ไม่ถูกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพระพักตร์ จนประติมากรถามว่าจะต้องปั้นอย่างไร พระธัมมชโย เจ้าอาวาสก็ชี้ที่หน้าตัวเองแล้วบอกว่าให้ปั้นตามนี้ กระทั่งต่อมาเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนมีข่าวออกมาว่า มีคนบุกเข้าไปทุบพระพุทธรูปัดงกล่าว และทางธรรมกายก็ออกมาบอกว่าไม่เป็นไร จะไม่มีการจองเวร ราชบัณฑิตกล่าวว่า ในประเด็นที่สร้างความลึกลับเข้าพบยากนี้เอง ที่เป็นข้ออ้างว่าใครจะเข้าพบ พระธัมมชโย ต้องเป็นผู้ที่มีเพียงพอ ต้องเป็นผู้ที่เลือกแล้วซึ่งความจริงก็คือต้องร่ำรวย นั่นคือภาพที่พระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสเป็นผู้สร้างขึ้น พยายามจะสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ในเรื่องความลึกลับนี้พบข้อมูลว่าทุกต้นเดือนทางวัดจะมีพิธีถวายข้าวพระพุทธเจ้า โดยจะประชุมสานุศิษย์แล้วบอกว่า หากทำบุญกับเจ้าอาวาสจะได้บุญมากกว่า เพราะข้าวที่ถวายผ่านเจ้าอาวาสจะนำขึ้นไปบนสรวงสวรรค์เพื่อถวายกับพระพุทธเจ้าโดยตรง "ที่ลึกลับที่สุดอีกเรื่องคือจะมีการเลือกผู้ศรัทธาที่มีฐานะร่ำรวยไปขึ้นดอย แล้วทำการล้างสมอง ว่าเป็นผู้มีบารมี ไม่ต้องนั่งสมาธิสามารถเข้าถึงธรรมกายได้ด้วยการ 'อัดธรรมกาย' นั่นก็คือการทำสมาธิกึ่งสะกดจิต หรือที่น่าจะเรียกว่าเป็น 'นิมิตจัดสรร' ด้วยวิธีการเรียกเข้าไปในห้องทีละคนแล้วให้นั่งสมาธิ มีการพูดให้ฟังเรื่อยๆ จะเห็นนิมิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ที่จริงแล้วจะมีการบอกเอาไว้ก่อนว่า ถ้าถามว่าเห็นไหมให้บอกว่าเห็น คนที่เข้าไปอัดธรรมกายก็จะรู้สึกตัวว่าเห็น ซึ่งที่สุดแล้วก็คือจะหาคนบริจาคเงินนั่นเอง" นายเสฐียรพงษ์ กล่าว ราชบัณฑิตกล่าวต่อไปว่า

สิ่งที่อ้างว่าเป็นธรรมกายสายหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ความจริงก็คือสมถะกรรมฐาน เป็น 1 ใน 40 วิธีของการเพ่งกสิณ ซึ่งไม่สามารถบรรลุนิพพานได้ เพียงแต่ได้ฌาน เป็นบาทฐานของการวิปัสสนา แต่วัดพระธรรมกายพยายามโปรโมตให้เห็นว่าเป็นทางสู่นิพพาน ลูกศิษย์ที่พยายาม ทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการสร้างลัทธิขึ้นมา เพราะไม่ใช่หลักศาสนาเลย "ขอยืนยันว่าพระพุทธศาสนามิใช่ลัทธิ ใครกำลังเอาพระพุทธศาสนาไปเป็นลัทธิกำลัง ทำบาปแก่พระพุทธศาสนา สำหรับลักษณะของลัทธิ คือ 1. สร้างความลึกลับขึ้นมา เช่น มีความสำเร็จขึ้นสูงสุด เป็นเรื่องลับเฉพาะถ่ายทอด ให้เฉพาะบุคคลไม่ทั่วไปแก่คนทั้งปวงเหมือนสำนัก เส้าหลิน ถ่ายทอด "วิทยายุทธ์" ลับเฉพาะให้ศิษย์โปรดบางคนเท่านั้น 2. เน้นความขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก มีวิธีชักจูงคนมาให้เลื่อมใสบนพื้นฐานของ ศรัทธาต่อเจ้าสำนักและศรัทธาที่ว่าก็เป็นศรัทธาแบบความเชื่อฝังหัว หรือความเชื่อสุดตัว โดยไม่มีบทบาทของปัญญาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย" นายเสฐียรพงษ์กล่าว นายเสฐียรพงษ์ กล่าวถึงวิธีการบอกบุญของวัดพระธรรมกายด้วยว่า แนวคิดของธรรมกายคือ บุญเป็นสินค้าที่ขายได้ สะท้อนภาพว่าเจ้าอาวาสเป็นนักการตลาด ดังจะเห็นได้ว่ามีโครงการบวชธรรมทายาท ที่จะประกาศหาคนมาเป็นเจ้าภาพงานบวช มีคนสนใจมาก แต่น่าสังเกตว่าช่วงหลังๆ มีการจัดโครงการถี่ขึ้น อาจเป็นเพราะรายได้ตกก็ได้ อีกประเด็นคือการปลูกต้นกัลปพฤกษ์ 1 แสนต้นโดยรับบริจาคต้นละ 3 หมื่นบาท แลกกับการจารึกชื่อไว้ที่ต้นไม้ ชาวบ้านที่อยากได้บุญก็บริจาค จุดที่น่าสังเกตก็คือ โครงการนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดและตรวจสอบไม่ได้ เพราะใครจะมาคอยนั่งหาชื่อตัวเองบนต้นไม่ เท่ากับเป็นการหากินกับความโง่ของประชาชน "วิธีการของธรรมกายถึงขนาดว่าเมื่อมีคนถามเรื่องการทำบุญว่าหากทำบุญ 1 แสนบาท จะได้บุญเท่าไหร่ทางวัดบอกว่าบริจาคมากได้บุญมาก คนนั้นเลยไปกู้เงินมาอีก 1 แสน เพื่อนำมาทำบุญพื่อต้องการได้บุญแบบ ดับเบิ้ล ซึ่งไม่ใช่หลักพระพุทธศาสนา การทำบุญคือต้องไม่สร้างความเดือนร้อน แต่นี่กลายเป็นพุทธพาณิชย์ เป็นกระสือดูดเงินไปซะแล้ว" ราชบัณฑิตกล่าวในที่สุด

ด้านนายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในฐานะที่ดูแลกรรมการศาสนา จะให้ทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ 3 ประเด็นเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรฯ คาดว่าจะนำเสนอได้ภายในสัปดาห์หน้า หรือไม่เกินวันที่ 10 ธ.ค. นี้โดยประเด็นแรกคือเรื่องของอภินิหารที่ออกมาพูดนั้นเหมาะสมหรือไม่ สองคือการเผยแผ่ธรรมะ ว่าขัดต่อหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ที่เน้นว่าทำบุญมากๆ หรือสุดๆ จะได้บุญมาก และสามเรื่องการโฆษณาที่มีการติดป้ายเชิญชวนให้คนมาทำบุญ โดยมีการขาย พระพุทธรูปนั้นเหมาะสมหรือควรดำเนินการอย่างไร ซึ่งตนเห็นว่าการที่ให้องค์กรสูงสุดมาเป็นผู้พิจารณา ตัดสินใจนั้นดีกว่าจะให้พระผู้ใหญ่หลายองค์ ออกมาแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกัน นอกจากนี้ถ้าผู้ใดมีประเด็นหรือข้อมูลที่แปลกและแตกต่างออกไปก็ขอให้ส่งมาที่ตนได้

--------------------------- หนังสือพิมพ์ ข่าวสด วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล