Make your own free website on Tripod.com

3 แม่ลูก เหยื่อ"ธรรมกาย"ผวาภัยมืด หลังเข้าพบ"พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด ปทุมฯ "ร้องเรียน ถูกต้มตุ๋น หลอกให้ ทำบุญ บริจาค เงินรับ "พระดูดทรัพย์"แก้โรคร้ายที่คุกคามให้หายได้ ถูกข่มขู่ รุดแจ้งความ ตำรวจขอรับ การคุ้มครอง ประธาน ยุวพุทธิกสมาคมฯ ยื่นคำ กล่าวโทษ เพิ่มเติม 18 หน้า ชี้ชัดจาบจ้วง และแอบอ้าง สถาบัน กษัตริย์ จัดพิมพ ์แผ่นพับ เรี่ยไรเงิน ทำบุญโดย ตีพิมพ์ พระบรมฉายาลักษณ์ ลงไปด้วย ทั้งที่ไม่มีการ ขออนุญาต เจ้าคณะปทุมฯ ยืนยันทุกสำนวนอยู่ครบ ไม่มีของใคร ตกไปอ่านแล้ว มีมูลฟ้อง ทุกสำนวน เผยเหตุ ไม่รับฟ้อง คดี "หนูจ๊ะเอ๋-จ๊ะจ๋า" หลักฐานอ่อนเอาผิดพระธรรมวินัยได้ยาก แนะให้ไปฟ้อง ทางโลก หาช่องโหว่ ดำเนินคดี อาญา แต่รับ จะเจรจาขอเงินคืนให้ หลังทำให้คนหลงเชื่ออานุภาพ"พระดูดทรัพย์"

จากอนุสนธิ ข่าว 2 เด็กน้อยวัย 10 ขวบ ขอความเป็นธรรมวัดพระธรรมกายให้คืนเงินบริจาคที่ทำให้แม่หลงเชื่อว่า เมื่อบริจาคเงิน สร้าง พระธรรมกาย ประจำตัว แล้วจะหายจากโรคร้ายได้นั้น เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว เดลินิวส์" ได้เดินทาง ไปยังบ้านเลขที่ 69/755 ม.8 ถนน รัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง นนทบุรี พบกับนางกนกวรรณ เลิศตระกูลพิพทักษ์ อายุ 38 ปี พร้อมด้วยบุตรสาว 2 คนคือด.ญ.จะเอ๋ อายุ 10 ขวบ และด.ญ.จะจ๋า อายุ 5 ขวบ เพื่อนำไป ร้องเรียน กล่าวโทษ นายไชยบูลย์ สุทธิผล อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ต่อพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด ปทุมธานี ที่วัดมูลจินดาราม

ฟ้องวัดฉาวต้มตุ๋นช่วงเช้าวืด

เมื่อไปถึง วัดมูลจินดารามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เข้านมัสการพระสุเมธาภรณ์ จากนั้นก็ได้แจ้งความประ สงค์และรายละเอียด รวมทั้ง สาเหตุ ที่มายื่านร้องเรียน กล่าวโทษนายไชยบูลย์ให้แก่พระสุเมธาภรณ์ทราบ แต่เนื่องจาก พระสุเมธาภรณ์ ติดกิจนิมนต์ ที่ต้องเป็น พระอุปัชฌาย์ และฉันเพล นอกวัด จึงได้ให้ นางกนกวรรณ และคณะกลับ มาร้องเรียนในช่วงบ่าย พร้อมทั้ง ได้นัดหมาย ให้พระปริยัติวโรปการ เจ้าคณะอำเภอ ธัญญบุรี และเลขานุการ เจ้าคณะ จังหวัดปทุมฯ มาด้วย เพื่อสอบปากคำ และบันทึก ไว้เป็นหลักฐานอีกครั้งหนึ่ง

นางกนกวรรณ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนเดินทางมานั้นได้หารือกับสามีก่อนแล้ว ซึ่งต่างก็เชื่อว่า จะไม่ได้เงิน จำนวน ที่ถูกหลอก ให้ทำบุญสร้าง พระธรรมกาย ประจำตัวไปราว 235,425 บาทคืนแต่อย่างใด เพราะได้ติดต่อ กับทางวัด พระธรรมกายมาหลายครั้ง แต่อยากให้ สาธารณชน รับทราบพฤติกรรม ของวัดพระธรรมกาย ที่เห็น ความทุกข์ยาก ของเราแล้วเมินเฉย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาเพียร พยายามบอกว่า เมื่อสร้าง พระธรรมกาย ประจำตัว แล้วจะได้รับ พระมหาสิริราชธาตุ นำไปบูชา และอาการป่วย ที่เป็นอยู่นั้น จะได้หาย หากทีมงาน วัดพระธรรมกาย ไม่ยืนยันเรื่อง การหายจาก อาการ เจ็บป่วย และไม่ได้นำเรื่อง ที่ลงในหนังสือ อานุภาพ พระมหาสิริราชธาต ุŽมาให้อ่าน ก็คงไม่เชื่อและบริจาคเงินไปมากมายขนาดนี้

"ไม่ใช่แต ่ผู้นำบุญ ที่ชื่อนางนิภา ผ่อนผันเท่านั้น แต่พระในวัดพระธรรมกายหลายองค์ต่างก็ยืนยันเช่นเดียวกันนี้ ดิฉันเคย ได้พบกับ เจ้าอาวาสครั้งหนึ่ง ท่านก็เทศน ์ให้ฟังเช่นนี้เหมือนกัน แล้วจะไม่ให้เชื่อได้อย่างไร แต่เดี๋ยวน ี้เราไม่มีเงิน จะทำบุญแล้ว เขากลับปฏิบัติกับเรา ตรงกันข้ามทีเดียว หาว่าเราจัดจ้าน มาแบล็คเมย ์จะเรียกร้อง เอาเงินคืนบ้าง คำพูดเขาดิฉันรับไม่ได้จริงๆ เคยนำเรื่องนี้ ไปปรึกษากับตำรวจ ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจก็บอกว่า ต้องรวบรวมผู้คน ที่ถูกหลอกลวงเช่นน ี้มาแจ้งความดำเนินคดี เพื่อจะได้มี ความหนักแน่นพอ"

เคยยัดเงินเกือบแสนปิดปาก

สำหรับเงิน ที่นำมาบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกายครั้งนี้ นางกนกวรรณเล่าว่า นำมาจากเงิน ที่ฝากไว้ เพื่อการศึกษา ของลูกทั้ง 2 คน โดยฝากไว้ ที่ธนาคารออมสิน ใช้ชื่อ 3 คนแม่-ลูก เมื่อมาถึงจุดแล้ว ถึงรู้ตัวว่า ไม่น่าโง่ นำเงิน การศึกษา ของลูกมาใช้ เพื่อให้ตัวเอง หายจากโรคร้าย ที่คุกคามมานานกว่า 6-7 ปีแล้วรู้สึก สงสารลูก ก่อนหน้านี้ ทางวัดพระธรรมกาย เคยส่งเจ้าหน้าท ี่มาติดต่อครั้งหนึ่ง ชื่อนายสมเกียรติ ศรลัมพ์

หลังจาก ได้พูดคุยกัน ถึงความประสงค์ที่จะขอเงินบริจาคคืนแล้ว จากนั้นไม่นาน นายสมเกียรติ ก็นำเงินมาให้ จำนวนหนึ่ง ราว 90,000 บาท โดยบอกว่า รวบรวมมาจาก สาวกวัดพระธรรมกาย เพื่อที่จะให้หยุด การเคลื่อนไหว แต่มีข้อแม้ว่า ต้องลงนาม ในหนังสือ ของทางวัดว่า ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้แต่อย่างใด และจะไม่มีการ ให้ข่าวต่อ หนังสือพิมพ ์หรือเผยแพร ่เรื่องนี้ไปส ู่สาธารณชนเด็ดขาด ซึ่งสาม ีก็ได้ลงนาม ให้แก่ทางวัด และรับเงินจำนวนนี้ไว้ แต่ที่ต้อง ร้องเรียนครั้งน ี้เพราะเห็นความ ไม่ถูกต้อง ของทางวัด และถือว่านายไชยบูลย ์ได้ขาดความเป็นพระไปแล้วจากลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช

หลักฐานอ่อนพิสูจน์ไม่ได้

ต่อมาเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าว"เดลินิวส์"พร้อมด้วย 3 แม่ลูก"นางกนกวรรณ-ด.ญ.จ๊ะเอ๋ และจ๊ะจ๋า" ได้เดินทางไป วัดมูลจินดาราม อีกครั้ง เพื่อร้องเรียน กล่าวโทษ นายไชยบูลย์ ปรากฎว่าที่วัดนั้นพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมฯ และพระปริยัติวโปการ พระเลขานุการ ได้รอรับเรื่องราวอยู่แล้ว พร้อมด้วยสื่อมวลชน ทุกแขนง ทั้งวิทยุ ทีวีและหนังสือพิมพ์

ภายหลัง ได้เล่าเรื่องที่ประสบความทุกข์ยากจากการทุ่มทำบุญของมารดาให้พระสุเมธาภรณ์ฟังแล้ว เจ้าคณะ จังหวัดปทุมฯ กล่าวว่า เรื่องที่ขอ ความเมตตามานี้ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ความลำบาก อยู่ที่ว่าไม่มีหลักฐาน เพียงพอ ที่จะเอาผิด กับวัดพระธรรมกายได้ เพราะ ไม่มีหลักฐาน ที่จะมายืนยัน ได้เลยว่าวัดหลอกลวง กล่าวได้ว่า เป็นการสมยอมกัน และคนที่ชักชวนก็เป็นผู้นำบุญไม่ใช่พระของวัดพระธรรมกาย อย่างไรก็ตาม ก็จะช่วย ตามที่ร้องขอมา โดยเมื่อมีโอกาส ได้พบนายไชยบูลย์ก็จะพูดขอเงินคืนให้ แต่ทาง นายไชยบูลย์จะทำตาม ที่ร้องขอหรือไม่ คงไม่สามารถตอบแทนให้ได้ ต้องรอจนกว่า จะได้พูดคุยกันเสียก่อน

ส่วนการท ี่จะไปฟ้องร้องในทางโลกนั้น พระสุเมธาภรณ์กล่าวว่า คงต้องแยกหน้าที่จากกัน เพราะเวลาน ี้ก็รับหน้าที่ ทางพระธรรมวินัยอยู่ เรื่องของทางโลก ก็ต้องไปจัดการ กันเองไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าจะทำได้ขนาดไหน ซึ่งต้องเข้าใจ ด้วยว่าเรื่องนี้อาจไม่สามารถเอาผิดทางพระธรรมวินัยได้ แต่ไม่แน่ว่า ทางโลก อาจมีช่องโหว่ พอเอาความกันได้ แต่ก็จะไม่ทอดทิ้ง พร้อมที่จะพูดคุยกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายให้ตามโอกาสที่มี โดยช่วงนี้ คงยังไม่มีโอกาส ที่จะได้พบเจอกัน ซึ่งในไม่ช้านี้ก็คงได้พบเจอกันบ้าง

สภาทนายฯท้อโทษอาญาอ่อน

นายวันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยถึงแนวทางในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ว่า ทางสภาทนายความ ได้นัดให้ผู้เสียหาย มาพบ ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ เพื่อซักถาม รายละเอียด และตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ซึ่งประเด็น ที่เป็นห่วงอยู่ก็คือ ต้องสอบถาม มารดาของน้องจ๊ะเอ ๋และน้องจ๊ะจ๋า ด้วยว่า นับจากปัจจุบันย้อนกลับไปถึงวันที่เริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอกเป็นระยะเวลาเท่าไหร่แล้ว ถ้ายังไม่เกิน 3 เดือน และมีหลักฐาน ชัดเจนว่ามีเจตนา หลอกลวง ฉ้อโกง ปกปิดความจริง แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ก็น่าจะสามารถ เอาผิดข้อหาฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีได้ แต่หากนับตั้งแต่ วันที่เริ่มรู้ว่า ถูกหลอกจนถึง ปัจจุบันเกิน 3 เดือนแล้ว ก็ต้องถือว่าขาดอายุความไปแล้ว คงไม่สามารถไปฟ้องร้องเอาผิดใครได้

"ต้องตรวจสอบว่า ผู้นำบุญที่มาชักจูงโน้มน้าวเป็นใคร ได้เงินไปแล้ว เอาไปเข้าวัด พระธรรมกาย หรือนำไป เป็นประโยชน์ส่วนตัว ถ้าเข้าวัด ก็ต้องดูว่า ทางวัด หรือเจ้าอาวาส มีส่วนรู้เห็น เป็นใจหรือ แนะนำให้ไป หลอกลวง หรือเปล่า ซึ่งในส่วนของ หนังสืออานุภาพ พระมหาสิริราชธาต ุที่มีเนื้ออวดอ้าง ปาฏิหารย์ อาจจะยังไม่เพียงพอ ที่จะเป็นหลักฐาน ชี้ว่าทางวัดมีส่วน ดูจากรูปการณ์ในขณะนี้แล้วยังไม่แน่ใจ กฎหมายทางโลก อาจจะเข้าไปจัดการ ไปลงโทษในเรื่องนี้ ไม่ได้ หรือได้ก็อาจจะได้แค่ตัวผู้นำบุญเท่านั้น"

อย่างไรก็ตามในแง่ ของพุทธศาสนาและกฎหมายทางสงฆ์ประเด็นนี้น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ และความรู้สึก ของสังคม ที่มีต่อกรณีนี้ มองแล้วก็ต้องนับว่า เป็นการไม่ สมควรอย่างยิ่ง แม้ว่าทาง วัดพระธรรมกาย อาจจะอ้างว่า ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการโน้มน้าวให้ผู้คนหลงใหลงมงายในเรื่องปาฏิหารย์ แต่เมื่อเกิดปัญหา เช่นนี้ ขึ้นมาก็ควรจะต้อง แสดงความรับผิดชอบด้วย

ผวาภัยมืดแจ้งความร้องทุกข์

เมื่อเวลา 17.30 น. ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์"ได้รับการติดต่อจากนางกนกวรรณอีกครั้ง โดยระบุว่าเมื่อเวลา 16.00 น.มีโทรศัพท ์ลึกลับ เข้ามาที่บ้าน พูดกับตนเองสั้นๆเพียงว่า "ให้เลิกยุ่งกับวัดพระธรรมกาย" จากนั้น ก็วางสายไป ทำให้รู้สึกหวาดกลัว อีกทั้งญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง ก็โทร.มาให้กำลังใจและกำชับว่าให้ระวังภัยอันตรายมากขึ้น เนื่องจากรู้กันอยู่ ว่าวัดพระธรรมกายนั้น มีลูกศิษย์ลูกหา มากมาย และมีอิทธิพลสูง ที่สำคัญลูกน้อยทั้ง 2 คนอยู่ใน วัยเรียน ไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจจะเกิดอันตรายใดๆขึ้นได้

จากนั้นทั้งหมด จึงได้เดินทางไปยังสภ.อ.เมืองนนทบุรี สาขารัตนาธิเบศร์เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ โดยมีร.ต.อ.สมชาย อรภักดี พนักงาน สอบสวน(สบ.1) เป็นร้อยเวร รับแจ้งความ ร้องทุกข์ และลงบันทึก ประจำวัน ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งทางรอยเวร ก็รับผากว่า จะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปดูแลให้ นางกนกวรรณ กล่าวก่อน เดินทางกลับว่า ขออย่าให้มีอันตรายใดกับบุตรสาวทั้ง 2 คนเลย ที่ผ่านมานี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่อง สาหัสสากรรจ์มากแล้ว ตนเองรู้สึกสงสารลูกที่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมอย่างนี้ และต่อไปนี้ ก่อนจะทำบุญ กับใคร คงต้องไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณมากกว่านี้แน่นอน ถ้าทำบุญไปแล้ว เป็นทุกข์ขนาดนี้ สู้ไม่ทำบุญ เลยจะดีกว่า

ยันทุกสำนวนอยู่ครบคดีมีมูล

พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินตามกฏนิคหกรรมว่า ยังไม่เคย กล่าว แม้แต่ครั้งเดียวว่า สำนวนของผู้หนึ่ง ผู้ใดตกไปแล้วและไม่เคยบอกด้วยว่าเหลือแต่เฉพาะของนายสมพร เทพสิทธา ประธาน ยุวพุทธิกสมาคมฯ โดยขณะนี้กำลังเร่งอ่านและพิจารณาทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อนายไชย บูลย์ ซึ่งต้องใช ้เวลาบ้าง เพราะต้องทำ ด้วยความรอบคอบ หากผิดพลาดไปก็ต้องรับผิดชอบ เวลานี้ก็ต้อง คอยระวังตัว ไม่ให้ถูกมองว่า มีความลำเอียง จึงขอให้เข้าใจ ด้วยว่า ทุกสำนวน ที่กล่าวหาไว้ยังคงพิจารณาอยู่ เท่าที่ตรวจดูแล้ว พบว่าทุกเรื่อง ที่กล่าวหา มามีมูลพอ ที่จะดำเนิน ตามกฏนิคหกรรมได้

นายปรีชา สุวรรณทัต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์และนักกฎหมายชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ ต้องแยกประเด็น ความผิดเรื่อง การฉ้อโกงที่ดินกับเรื่องความผิดตามพระธรรมวินัยออกจากกัน อย่าไปมุ่งมั่น ติดยึด กับเรื่องของปัญหาการโอนที่ดิน แม้ความจริง เรื่องที่ดินจะทำให้ทุกคนเห็นธาตุแท้ของนายไชยบูลย์มากขึ้น และการพยายาม เบี่ยงเบนประเด็นให้บิดเบี้ยว สุดท้าย ก็ต้องรอ กระบวนการนิคหกรรม พุทธศาสนิกชน ก็ทราบได้ทันทีว่านายไชยบูลย์เป็นอย่างไร

นั่งรอกฎหมายฟอกเงินได้เลย

นายปรีชา กล่าวว่า ถึงวันนี้นายไชยบูลย์จะดำเนินการให้เรื่องต่างๆบิดเบี้ยวไปเพื่อรอกระบวนการนิคหกรรมเสร็จสิ้น แต่คงจะไปไหน ไม่รอด เพราะอีกไม่นาน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็จะมีผลบังคับใช้ เพราะได้ประกาศ ในราชกิจจา นุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2542 แต่กฎหมายบัญยัติให้พ้น 120 วันถึงจะมีผลบังคับใช้ ดังนั้นจะมีผลในวันที่ 21 ก.ค.2542 เมื่อมีผลบังคับใช้ ก็จะสามารถ ตรวจสอบทรัพย์สิน ของบุคคลสำคัญของวัดพระธรรมกายได้

"กฎหมาย ฉบับนี้ให้อำนาจ ในการเข้าไป ตรวจสอบของบุคคลใด ก็แล้วแต่ที่มีพฤติกรรม หรือธุรกรรม อันเป็นเหตุให้ น่าสงสัยว่า เป็นความผิด ฉ้อโกงประชาชน โดยจะมี คณะกรรมการ ตามกฎหมายฉบับนี้เช้าไปดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดินได้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีการ แปรสภาพ อสังหาริมทรัพย ์เงินทอง ไปแล้วก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจสอบได้ เพราะคนที่อยู่ ในสมณภาพ พระภิกษุสามเณร แล้วใช้เงิน เป็นล้าน รวมทั้งมีที่ดิน มากมาย มันเกินวิสัย ของพระ จะต้องมีการตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมด"

นายปรีชา กล่าวด้วยว่า อยากให้ประชาชนทั้งหลายใจเย็นๆ เมื่อกฎหมาย มีผลบังคับใช ้และคณะกรรมการ ได้เข้าไปตรวจสอบ รายละเอียดทั้งหมด หากพบว่า เข้าข่ายฉ้อโกง ประชาชนหรือได้ทรัพย์สินเหล่านั้นมาโดยมิชอบ คณะกรรมการ มีสิทธิ์ ที่จะอายัติทรัพย์สินเ หล่านั้นทั้งหมดไว้ชั่วคราว และหากพิสูจน ์แน่ชัดว่าได้มา โดยไม่สุจริต ก้สามารถยึดเป็น ของแผ่นดินได ้และจะถูกนำเข้าสู่ กระบวนการทางศาล นายไชยบูลย์จะเป็นคนแรกที่ถูกใช้กับกฎหมายนี้ และเท่าที่ตรวจสอบ พฤติกรรมแล้วเห็นว่า น่าจะเข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชน

โฆษณางานบุญใหญ่22ส.ค.

ส่วนที่สภา ธรรมกายสากล ภายในวัดพระธรรมกาย เมื่อเวลา 8.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ปฏิบัติธรรมเดินทางมาประมาณ 30,000 คน เนื่องจาก เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนจะมีงานบุญใหญ่เป็นประจำทุกเดือน โดยที่วัดพระธรรมกาย ก็ยังคงตั้งโต๊ะเรี่ยไร และบอกบุญ แก่ผู้มา ปฏิบัติธรรมน ี้อยู่เช่นเดิม กระทั่งเวลา 9.30 น. นายไชยบูลย์ ได้เดินทางมายังสภาธรรมกายสากล จากนั้น ก็เริ่มพิธีการ ที่ปฏิบัติกันเป็นประจำ โดยนำนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม จนกระทั่งถึงเวลาฉันเพล

เมื่อถึงช่วงเวลา ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย ได้จัดให้มีญาติโยม ผลัดกันขึ้นไป โฆษณาชวนเชื่อ คุยอวดอ้างอานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ ว่าช่วยให้รอดพ้นอุบัติเหตุ ช่วยให้หายจากโรคร้าย รวมทั้งทำให้มีฐานะดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการโฆษณา ให้ผู้มาปฏิบัติธรรม แห่แหนกันมาร่วมงานผ้าป่าของวัดพระธรรมกายในวันที่ 22 ส.ค.ด้วย โดยอ้างว่า องค์การนาซ่า ได้มีการสำรวจดาวอังคาร ซึ่งการเดินทางนั้น ถือว่ายาวนานและต้องมีความพร้อม แต่ขณะนี้ชาวธรรมกายกำลังเดินทางไปสู่นิพพาน ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่การเดินทาง จะต้องมีเสบียง ทุกคนต้องสะสมให้เพียงพอในวันที่ 22 ส.ค.จะมีโอกาสสะสมบุญครั้งใหญ่ เพราะมีพระ- สามเณรจำนวนมาก จะเดินทางมา ร่วมงานบุญด้วย

ชี้คดีที่ดินฟ้องแค่ความแพ่ง

ในวันเดียวกัน ที่สนง.มูลนิธิธรรมกาย เมื่อเวลา 10.40 น. นายมานิต รัตนสุวรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิฯได้จัดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน เพื่อขอร้อง ให้สื่อมวลชน หยุดการเสนอข่าวของทางวัด โดยเฉพาะการลงข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ อ้างว่าที่ผ่านมา วัดพระธรรมกาย ประพฤติปฏิบัติดี มาตลอด หากลงข่าวมากๆอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดได้

นอกจากน ี้ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาฯเร่งให้วัดโอนที่ดินคืนภายใน 7 วันว่า ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินทั้งหมดนั้น ญาติโยมยกให ้เป็นสมบัติส่วนตัวของนายไชยบูลย์ แต่เมื่อมีกระแสว่าต้องการให้ยกเป็นที่ของวัดนายไชยบูลย์ก็ยอมปฏิบัติตาม การมอบที่ดินนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงและมีการฟ้องร้องก็เป็นคดีแพ่งเท่านั้น สัปดาห์นี้จะขอเข้าพบนายอาคมเพื่อทำความเข้าใจ หากมีการฟ้องร้อง คดีทางโลกเกิดขึ้นส่วนใหญ่กระบวนการพิจารณาตามกฎนิคหกรรมจะหยุกพักไว้ก่อน จนกว่าคดี ทางโลกจะตัดสิน ชี้ขาด ขณะนี้ นายไชยบูลย ์ถูกกล่าวหาว่ายักยอกที่ดิน ดังนั้นจึงน่าจะมีการพิสูจน์ในศาลให้กระจ่างก่อน

ส่วนกรณีท ี่นางสาลี่ เพชรชูดี ชาว จ.สุพรรณบุรี ร้องเรียนต่อสภาทนายความและศาลสงฆ์ว่าถูกยักยอกที่ดินนั้น นายมานิตกล่าวว่า เรามีหลักฐาน ชัดเจนว่าได้จ่ายเงินไปแล้ว 4.6 ล้านบาทเป็นค่าที่ดิน 2.3 ไร่ ซึ่งเมื่อประเมินราคาที่ดินย่านนั้นแล้วนับว่าสูงมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องของมูลนิธิธรรมกายไม่เกี่ยวกับนายไชยบูลย์

ส่วนกรณีที่ น้องจ๊ะเอ๋ออกมาร้องเรียนวัดพระธรรมกายและเรียกร้องเงินที่มารดาบริจาคคืนว่า ที่จริงแม่ลูกชุดน ี้เคยมาร้องเรียน กับทางวัดแล้ว ครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ได้ช่วยเหลือเรื่องเงินไปแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ทั้งนี้เด็กอายุ 10 ขวบนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังไม่สามารถ แจ้งความได้ และการฟ้องเรียกเงินคืนจากทางวัดก็เป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา และถึงแม้ว่า ครอบครัวนี้ จะไม่ได้ทำบุญกับวัด หากมาขอความช่วยเหลือ เราก็ยินดีแต่ต้องมาคุยกันก่อน

"สาลี่"โผล่ฟ้อง"ไชยบูลย์"เพิ่ม

เวลา 14.20 น. นางสาลี่ เพ็ชร์ชูดี และสามีคือนายขวัญ เพ็ชร์ชูดี ได้มาพบเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยแจ้งความ ประสงค์ว่า ต้องการมาฟ้องร้อง กล่าวโทษเพิ่มเติม และได้นำหลักฐานเป็นสำเนาโฉนดที่ดินโฉนดที่ 939 เลขที่ดิน 117 เลขสำรวจ 86 ต.สองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่ดิน 95 ตารางวามาด้วย ทั้งนี้ได้ยก ที่ดินแปลงดังกล่าวน ี้ให้เป็นทางเข้าออก ของอนุสรณ์ สถานหลวงพ่อสด ที่ทางวัดพระธรรมกาย บอกว่าจะสร้างโดยไม่มีการซื้อขาย แต่มูลนิธิธรรมกายกลับไปทำเป็นการซื้อขายด้วยเงินจำนวน 50,000 บาท โดยที่ไม่ทราบเรื่อง มาก่อน จึงมากล่าวโทษเพิ่มเติม

เจ้าคณะจังหวัด ปทุมฯ กล่าวว่า ยินดีจะรับไว้แต่จะไม่นำหลักฐานเพิ่มเติมนี้รวมเข้าในวาระพิจารณา เพราะหลักฐาน ที่มีอยู่ก็น่า จะเพียงพอ ในการพิจารณาตามกฎนิคหกรรมแล้ว และจากนี้ไปจะไม่รับเรื่องเพิ่มเติมจากที่ได้มีการกล่าวโทษไว้แล้วอีก ส่วนหาก จะมีผู้ฟ้องร้อง กล่าวโทษรายใหม่ก็ยินดีจะรับพิจารณาทุกเรื่อง

ต่อมาเวลา 16.45 น. นายสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมฯและคณะได้เดินทางเข้าพบเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในการน ี้ได้ยื่นหนังสือ กล่าวโทษนายไชยบูลย์เพิ่มเติมมีจำนวนทั้งสิ้น 18 หน้า โดยขอให้ดำเนินการที่เหมาะสมตามกฎมหาเถรฯฉบับที่ 11 ฉบับที่ 21 และฉบับที่ 24 เป็นการด่วน หลังการมอบ หนังสือกล่าวโทษแล้ว นายสมพร ได้ขอให้พระสุเมธาภรณ์ เร่งรัด การตรวจสอบเอกสาร ที่ส่งมาให้โดยเร็ว เพราะหากเนิ่นนานออกไปจะไม่เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา เนื่องจากเวลานี้ เห็นได้ชัดว่า นายไชยบูลย ์ได้ขัดมติของมหาเถรฯ ที่มีคำสั่งให้อยู่ในระเบียบ ไม่โอ้อวดอุตริมนุสสธรรม แต่ปรากฎว่านายไชยบูลย์มิได้ปฏิบัติตามแม้แต่น้อย ยังคงบิดเบือน คำสอนทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของนิพพานเป็นอัตตา อนัตตา

ยื่นฟ้องจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์

ส่วนกรณี ที่วัดนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตราสัญญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ มาลงในใบเรี่ยไรเงินทำบุญนั้น ตนได้ทำหนังสือขอทราบข้อมูลไปแล้วเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยส่งถึง นายเด่น โตีะมีนา ประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และทางสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ได้ตรวจสอบ พบว่า กรณีโครงการบวชอุบาสกแก้วระหว่างวันที่ 29-31 ม.ค. 2542 ทางวัดได้มีลิขิตถึงสำนักราชเลขาฯ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ลิขิตที่ มธก. 1260/64.1 ลงวันที่ 8 ต.ค. 2541 ขอพระราชทานผ้าเฉวียงบ่า ซึ่งสำนักราชเลขาฯ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ยังไม่เป็นการสมควร ซึ่งความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว

ส่วนครั้งที่ 2 ลิขิตที่ มธก. 1260/374 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2541 ขออนุญาตเชิญตราสัญญลักษณ์ไปใช้ในโครงการบวชอุบาสกแก้ว ซึ่งสำนัก ราชเลขาฯ ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิธรรมกายขอทราบข้อมูลรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา เช่นได้รับอนุมัต ิเข้าร่วม โครงการ เฉลิมพระเกียรติภาคเอกชนแล้วหรือไม่ และจะเชิญตราสัญญลักษณ์ไปประดิษฐานหรือเชิญไปลงพิมพ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ใด แต่มูลนิธิธรรมกาย ไม่ตอบกลับมา สำนักราชเลขาฯจึงไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2542 สำนักราชเลขาฯ ก็ได้รับลิขิตที่ มธก. 1260/065 ลงวันที่ 10 มี.ค. 2542 ขออนุญาตใช้ตราสัญญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พิมพ์ที่หน้าปก วารสาร กัลยาณมิตร และจดหมายข่าวกัลยาณมิตร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการ โดยมี ม.ล.พีระพงศ์ เกษมศรี ราชเลขาธิการ เป็นผู้ลงนาม

"เห็นได้ชัดเจนว่า วัดพระธรรมกายได้กระทำการในสิ่งที่ไม่สมควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยเคารพเทิดทูน หากปล่อยไป จะก่อให้เกิดความเสียหายและเาื่อมเสียต่อสถาบัน ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้แต่อย่างใด การที่วัด นำเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาลงในสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็น การเรี่ยไรเงินของวัดถึง 5 ครั้งถือเป็นความผิดที่ชัดเจน

พระสุเมธาภรณ์ กล่าวหลังจากรับเรื่องราวกล่าวโทษอีกครั้งว่า จะดำเนินการตรวจสอบให้เสร็จโดยเร็วที่สุด แต่ทั้งนี้จำเป็น ต้องมีความรอบคอบ ในการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง