Make your own free website on Tripod.com

รวบ ชี้ช่อง ยัดเดียรถีย์เข้าคุก งัดข้อมูลซื้อที่ดินช่วงที่เป็นเจ้าคุณแต่กลับใช้ชื่อ-นามสกุลจริง เหลี่ยมจัด รู้ช่องกฎหมายขืนใช้สมณศักดิ์ที่ดินเป็นของวัดทันที แต่อาจตายเพราะความเขี้ยว ใช้เป็นหลักฐาน สำคัญฟ้องร้องฐานฉ้อโกงอมที่ดินเป็นของตัวได้แสดงเจตนาปกปิดฐานะ แนะใช้ม. 25 จับถอดผ้าเหลือง "ไชยบูลย์"ให้อธิบดีกรมศาสนาเข้าพบ 20 นาที เจอยื่น คำขาด ให้โอนที่ดิน ใน 7 วัน งานนี้ไม่กลัวนะจ๊ะ โยนให้ไปถกกับกรรมการที่ตั้งขึ้น ส่อเค้าเหลว ตามเคย ไม่ยอมรับปาก ขนาดหนังสือแจ้งยังไม่ลงชื่อรับ แถมตัวแทน วัดห้าว จัดทำหนังสือ ถึง"อาคม" ขอนัดพบ บอกให้พาที่ปรึกษากฎหมายมาถกด้วย เพราะตีความคนละแง่ ย้ำที่ดินไม่โอนก็ได้

การจัดการ กับพระปลอม "นายไชยบูลย์ สุทธิผล" ยังไม่มี ความคืบหน้า แม้สมเด็จ พระสังฆราชทรง มีลายพระหัตถ์ ชี้ชัดแล้วว่าปาราชิกไปแล้ว แต่ขั้นตอน การจัดการ เปลื้องผ้าเหลืองออกจากร่างยังเต็มไปด้วยขวาก หนามโดยเฉพาะ ความพยายาม จะเอาที่ดิน ที่นายไชยบูลย ์ไปซื้อไว ้ขณะเป็นพระ คืนมาเป็น สมบัติของวัด

ขู่ก็ไม่กลัวนะจ๊ะ

นายพิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนาเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.หลัง การประชุม มหาเถรสมาคม ตนได้เดินทาง ไปพบกับ เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย เพื่อเร่งรัด การโอนที่ดิน ตามที่นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช. ศึกษาธิการ สั่งการให้ กรมทำหนังสือ และให้เร่งรัดการโอนที่ดิน

"เวลาประมาณ 18.30น.ผมได้คุยกับกรรมการวัดพระะรรมกายอยู่สักหนึ่ง จากนั้น เจ้าอาวาน จึงให้เข้าพบ โดยใช้เวลาการพูดคุย ประมาณ 20 นาที ซึ่งได้แจ้งให้ ทราบว่าเรือ่การ แสดงเจตจำนง มอบที่ดินให้วัด พระธรรมกาย ป็นคนละเรื่อง กับการพิจารณาของศาลสงฆ์ ไม่จำเป็น ต้องให้ศาลสงฆ์ สิ้นสุดก่อน ดังนั้นขอให้ ดำเนินการ มอบที่ดิน ให้เสร็จ ภายในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จำนวน 1,747ไร่"

นายพิภพ กล่าวว่าหลังจากแจ้งเรื่องให้ทราบก็ได้คำตอบว่ายินดีตามเจตนาและขอให้กรรมการวัดเป็นผู้พิจารณา แต่ยังไม่มีการ พูดรายละเอียด และไม่มีการ รับปาก เพียงแต่ให้ กรรมการพิจารณา แต่เชื่อว่า วัดจะดำเนินการ เพราะรู้สึก มีความกระตือรือร้น พอสมควร แต่หากถึง กำหนดไม่ยอม โอนกรมจะดำเนิการ ตามที่เห็นสมควร

ส่วนการหารือ ข้อกฎหมาย กับอัยการสูงสุด กรณีกรมการศาสนา จะเป็นเจ้าทุกข์ ยื่นฟ้องในฐานะ ผู้เสียหาย คดีอาญาฐาน การยักยอกทรัพย์ เรื่องนี้ คงรีบร้อน ไม่ได้ เพราะจากการ คุยกันนอกรอบ กับอัยการ ได้รับแจ้งว่า การจะให้ตีความ ต้องมีข้อมูลชัดเชน เพราะคำตอบ ของอัยการ ใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการ พิจาณาได้ กรมจึงมอบให้ นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบดีกรมการศานารวบรวมเอกสารข้อมูลต่าง ๆ อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน นายพิภพทำหนังสืออย่างเป็นทางการเลขที่ ศธ0301/5181 ของกรมการศาสนาลงวันที่ 3 มิ.ย. ถึงเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย โดยระบุถึง ลิขิต ที่แสดงเจตนา จะโอนที่ดิน โดยมอบให้พระเผด็จ ทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส และคณะนำลิขิต ดังกล่าวมอบให้กรมการศาสนา ต่อหน้า พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 และกรมการศาสนา ได้นำลิขิต เสนอเข้ามหาเถรฯ รับทราบเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการ โอนที่ดิน ครั้งแรก อ้างว่า ต้องปรึกษา กับผู้บริจาคก่อน เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ต่อมา อ้างว่า มีการฟ้องร้องเรื่องนี้ต่อศาลสงฆ์ ต้องรอให้ กระบวนการ พิจารณา สิ้นสุด ก่อน ทำให้เกิดกระแสต่าง ๆ ไม่ก่อให้เกิดผลดี กรมเห็นว่า ไม่เป็นต้องรอ เพราะเป็น คนละเรื่องกัน และขอให้มอบ ทีดิ่นภายในวันที่ 10 มิ.ย. ไม่เช่นนั้น จะดำเนินการตามสมควรต่อไป

จดหมาย ดังกล่าวนายไชยบูลย์ไม่ได้ลงนามรับ แต่ให้พระรูปอื่นที่เป็นพระเลขาลงนามรับแทน ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สำหรับ ตัวแทน กรมการศาสนา ที่เดินทางไปวัด ประกอบด้วย นายพิภพ ,นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบด ีกรมการศาสนา ,นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการ สำนักงาน ศาสนสมบัติ ส่วนทางวัด นอกจาก นายไชยบูลย์ ยังม ีพระเผด็จ ทัตตชีโว ,พระเลขา,นายมานิต รัตนสุวรรณ และนายวิรศักดิ์ ฮาดดา

นัดเจออาคมถกข้อกม.

นายมานิต รัตนสุวรรณ ที่ปรึกษาวัดพระธรรมกายกล่าวว่าการที่มีการยื่นคำขาดให้โอนที่ดินใน 7 วัน คณะกรรมการ ได้รับมอบหมาย เรื่องที่ดิน ได้ทำจดหมาย เชิญ นายอาคม ขอนัดหมาย พูดคุยแต่ นายอาคม ไปต่างจังหวัด จึงจะรอเพื่อ ชี้แจงทำความเข้าใจ และในสัปดาห์หน้าคงได้พบ โดยถ้ามี นักกฎหมาย เป็นที่ปรึกษา ก็ให้นำ มาพูดคุยด้วย จะได้ถามว่าตีความในขอ้กฎหมายอย่งไร ใครเป็นคนให้ความเห็นเรื่องกฎหมายตรงนี้ เพราะมีความเห็น แตกต่างกัน เรื่องกฎหมาย จะโอน หรือไม่โอนที่ดินก็ได้ เจ้าอาวาสมีหนังสือแสดงเจตจำนงไปแล้วในทางสงฆ์ยุติ หากมีการ เปลี่ยนแปลง ตามที่เคยทำหนังสือตกลงไว้เป็นความผิดทางแพ่ง ไม่ใช่แจ้งความเท็จ อย่างที่เข้าใจ

"ควรที่จะมีการ พูดคุยกันก่อนที่จะตัดสินอะไรไปล่วงหน้า ขณะนี้กำลังมีการพิจารณาในศาลสงฆ์ การโอนไม่โอน ไม่ได้ทำให้ บ้านเมืองเสียหาย จะช้าเร็ว ก็ต้องโอน เพียงแต่ ไม่ถูกใจใครบางคน และเป็นหน้าที่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น"

ไม่มั่นใจคดีฟ้องร้อง

นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กรมการศาสนา กล่าวว่าไม่มั่นใจจะมีการโอนที่ดินใน 7 วันหรอืไม่ และน่าจะใช ้มาตรการ ทางการปกครองสงฆ์ เล่นงาน มากกว่า ตามกฎหมาย โดยเมื่อมีการ แสดงเจตนา จะโอนที่ดินแล้ว กับพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 กลับไม่โอนตามตามที่แสดงเจตนาไว้ ถือเป็นการ ขัดคำสั่ง ในเรื่องการละเมิด จรรยาพระสังฆาธิการ ตามกฎ มหาเถรฯ ฉบับที่ 24 เจ้าคณะภาค 1 สามารถ สั่งการไปที่ เจ้าคณะจังหวัด ถึงเจ้าคณะตำบล ดำเนินการได้เลย หากดำเนินการ ทางกฎหมายจะใช้เวลานาน

ส่วนการที่ รมช.ศึกษาธิการระบุว่าสามารถฟ้องร้องตามกฎหมายได้ เรื่องดังกล่าว ต้องให้เจ้าหน้าท ี่ตำรวจเป็นผู้เรียกตัว มาสอบปากคำ หลังจากที่ มีการประกันตัว จึงสามารถ จับถอด ผ้าเหลืองได้ แต่ข้อหา แจ้งความเท็จนั้น อาจไม่รุนแรงพอ จะจับสึกได้ และไม่แน่ใจตำรวจจะรับแจ้งความหรือไม่ เบรกพระครูม็อบเหลือง

นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยที่จ.กระบี่ว่าการที่ต้องให้นายพิภพไปยื่นจดหมายกับนายไชยบูลย์ เพราะเพื่อให้ เจ้าตัวทราบจะมาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมาเอง แต่ให้รอง เจ้าอาวาสหรือตัวแทนมา และมาลงนาม ในข้อตกลงอะไรก็ไม่ทราบ สุดท้ายทำหนังสือจะโอนหลังกระบวนการศาลสงฆ์เสร็จสิ้น ในที่สุด ต้องเอาขอ้ กฎหมาย มาดูว่า จะมีช่องทางใด จัดการได้ โดยให้ อัยการสูงสุดพิจารณาก่อน หากกล่าวเท็จข้อหาจะแค่จำคุก 6 เดือน ปรับ 1-2 พันบาท แต่อยากดู ว่าถ้าโดนข้อหา ยักยอก็จะเข้าข่ายปาราชิก

"ถ้ามีการฟ้อง ตำรวจจะดูสำนวน หลักฐานก่อน ถ้าตำรวจเห็นว่ามีมูล และไม่ให้ประกันตัวก็ต้องสึก หลังจากนั้น จะดำเนินคดีตามกฎหมาย"

นายบุรี แก้วเล็ก ผู้อำนวยการกองศาสนศึกษา กรมการศาสนา เปิดเผยว่า ต่อไปคงไม่ม ีการรวมตัว ของพระภิกษุ-สามเณรจำนวนมาก ๆ อีกแล้ว เพราะได้รับทราบ จากพระครูสุวรรณวชิรธรรม เจ้าอาวาส วัดสกุลปักษี จ.สุพรรณบุรี ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญกลุ่มที่ 5 ซึ่งเคยเป็นแกนนนำในการรวมตัวครั้งที่ผ่านมา โดยจะไม่มีการ รวมตวอีก เพราะเจ้าคณะ อำเภอห้าม ปราบไว้แล้ว หากไม่เชื่อ จะต้องถูกลงโทษ ตามระเบียบ การปกครองสงฆ์แน่นอน การรวมตัว ครั้งที่ผ่านมา พระครูสุวรรณวชิรธรรม กล่าวว่าเพื่อเรียกร้อง ความยุติธรรม ในการเสนอข่าว ของสื่อมวลชน

ปิดบังชื่อเจตนา"อม"

ผู้สื่อข่าว รายงานด้วยว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยก กรณีการซื้อที่ดิน ของนายไชยบูลย์ด้วย โดยช่วงนั้น นายไชยบูลย ์ได้รับ สมณศักดิ์เป็นพระ ชั้นเจ้าคุณ แล้วแต่กลับ ไม่มีการใช ้สมณศักดิ์ในการทำสัญญาซื้อ-ขายที่ดิน กลับใช้ชื่อ"ไชยบูลย์ สุทธิผล" ในฐานะผู้ซื้อที่ดินจำนวนนับพันไร่ ซึ่งถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะสมณศักดิ์ นั้นได้รับการพระราชทาน และอาจนำไปฟ้องร้องได้ด้วย

นายปรีชา สุวรรณทัต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่ นายไชยบูลย์ ใช้ชื่อจริง-นามสกุลจริง ไปซื้อที่ดิน ในช่วงเป็นพระ โดยไม่ได ้ใช้สมณศักดิ์ ว่าเป็นการส่อ เจตนาชัดว่า ต้องการฮุบที่ดินเป็นของตัวเอง เพราะหากใช้ สมณศักดิ์ที่ดิน ทั้งหมด จะตกเป็นของวัด โดยอัตโนมัติ ทันที แต่เมื่อใช้ชื่อ ของตัวเอง ก็เข้าตาม ประมวล กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ที่นายไชยบูลย์จะเป็นเจ้าของที่ดิน ยิ่งถ้าถอด ผ้าเหลือง สึกไปแล้ว ที่ดินจะตกเป็น สมบัต ิออกไปด้วย การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่บังควร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสมณศักดิ์ เป็นของสูง ได้รับพระราชทาน เมื่อได้รับแล้วแต่กลับไม่นำไปใช้

อย่างไรก็ตาม การใช้ชื่อ-นามสกุลจริงไปทำสัญญาซื้อ-ขายที่ดิน ถือเป็นหลักฐาน สำคัญในการไป ฟ้องร้อง นายไชยบูลย์ได ้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ในข้อหา ยักยอกทรัพย์ เพราะการ ไม่ใช่สมณศักดิ์ ถือเป็นการ ปกปิด และส่อเจตนานำที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ได้ต้องการให้ที่ดินเป็นของวัด และสอดรับ กับลายพระหัตถ์ สมเด็จพระสังฆราช ที่วินิจฉัยแจ่มชัดแล้ว ว่าเป็นพระปลอม

การฟ้องร้องนั้น กรมการศาสนา อาจเป็นโจทก์ หรือถอดนายไชยบูลย์ ออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสและให ้เจ้อาวาสรูปใหม่ เข้าไปฟ้องร้องแทน ก็ได้ซึ่งวิธีหลัง มีความเป็นไปได ้ทางกฎหมายมากกว่า

นายบัณฑิต รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่ากรณีที่ดินนี้ต้องไปดูใครเป็นผู้เสียหาย ที่เถียงกันอย ู่ก็คือ วัดพระธรรมกาย หรือผู้บริจาค ที่ดิน ให้วัด เพราะถ้า ประชาชน บริจาคที่ดิน ให้วัดก็ต้อง เป็นของวัด และวัดต้อง กลายเป็นผู้เสียหาย หากมีการยักยอกทรัพย์

"ปัญหา ข้อเท็จจริง ที่ต้องดูประกอบกับ ข้อกฎหมายคือ เมื่อมีการมอบให้วัด แต่คนรับไป เก็บไว้เองถือว่า เข้าข่ายยักยอก ทรัพย์หรือไม่ และความผิด อาญา ฐานยักยอกทรัพย์ หรือฉ้อโกงเป็นความผิดส่วนบุคคลต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์ ส่วนกรมการศาสนา มีอำนาจ ในฐานะผู้เสียหาย หรือไม่ตาม กฎหมายคณะสงฆ ์เป็นเพียงผู้ดู อำนจในการฟ้องร้องหรือแจ้งความต่อตำรวจมีหรือไม่ ต้องไปดูว่ากรมการศานาเกี่ยวกับคดีนี้ระดับไหน"

กลางเดือนมิ.ย.รู้ผล

ที่วัดมูลจินดาราม เมื่อเวลา 10.00น. นายอนุมาน ตระกูลรังษี ทนายความ เดินทางเข้าพบ พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ตามที่ได ้นัดหมาย โดยหารือเกือบ 1 ชั่วโมง หัวข้อหารือ เป็นเรื่องกฎหมาย โดยนายอนุมานได้ชี้แนะแนวทางการพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน และหารือ สำนวนผู้ฟ้องร้อง แต่ละรายมีความรัดกุมมากน้อยเพียงใด ในวันเดียวกันน ี้พระสุเมธาภรณ์นัดหารือกับอัยการจังหวัดด้วย แต่ไม่ได้มี การเดินทาง มาเข่าพบ

พระสุเมธาภรณ์ เปิดเผยว่าถ้าภายใน 7 วันไม่มีการ โอนที่ดินจะนำเรื่องมาพิจารณาเข้าข่ายการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการหรือไม่ ส่วนการ ฟ้อง ตามกฎนิคหกรรม ขณะนี้อ่านคำฟ้องร้องไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ กำหนดวันแน่นอน จะพิจารณา อย่างเป็นทางการ เมื่อไหร่ ซึ่งต้องมีการ ตั้งตั้งคณะกรรมการ ขึ้นสอบสวนว่า จะพิจารณารับคำฟ้องหรอืไม่ และไม่ค่อยสบายใจ ที่จะเร่งเอาเร็ว ๆ แม้แต ่กรมการศาสนา รวบรวมเรื่อง วัดพระธรรมกาย ต้องใช้เวลาถึง 7 เดือน

"ขณะน ี้สำนวนต่าง ๆ ต้องดูว่าเขาฟ้องรัดกุมหรือไม่ จากนั้นค่อยเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับฟังข้อกล่าวหา อาจถึงกลางเดือนมิ.ย.นี้ และไม่ค่อยมีเวลา อาจติดป้าย งดรับสื่อมวลชนสักระยะจะได้มีเวลาอ่านสำนวน ถ้าผิดพลาดไปเราก็เสร็จ ต้องดูให้ละเอียด"

พระปริยัติวโรปการ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า การพิจาณราสำนวน คำฟ้องตลอด จนข้อกล่างหา ต่าง ๆ ใกล้เสร็จแล้ว ขอให้ใจเย็น ๆเหลือขั้นตอนแค่การหารือบางประเด็นเกี่ยวกับเอสการหลักฐานคำฟ้อง เมื่อพิจารณา เสร็จจะแจ้งให้ทราบ

มั่นใจฟ้อง ยักยอกทรัพย์

นายวันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความกล่าวถึงกรณีการโอนที่ดินว่า เรื่องนี้ เป็นการยืนยัน ตามหนังสือเดิม ของนายไชยบูลย ์ที่เคยยืนยันว่า จะโอนที่ดินทั้งหมด คืนแก่วัดพระธรรมกายเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่พุทธศาสนา การมากล่าวอ้าง เรื่องอื่นเพื่อ บ่ายเบี่ยงนั้น มันเป็นคนละ ประเด็น และกรณีที่ มีการระบุว่า หากมีการ โอนที่ดินก่อน ที่จะมีการตัดสิน ตามกฎนิคหกรรม จะเท่ากับ เป็นการยอมรับ ว่าฉ้อโกงที่ดินนั้นก็อ้างไม่ได้เช่นกัน การกล่าว อ้างข้างต้น จึงเป็นเพียงความ พยาบยามเบี่ยงเบนประเด็น ถ้านายไชยบูลย ์สุจริตมาแต่ต้น การโอนที่ดิน กลับไปเป็นของวัด ก่อนน่า จะเป็นการเสริม คำพูดนายไชยบูลย์ได้มากขึ้น แต่ขณะนี้ ยังไม่ยอมโอน แสดงว่ามีเจตนาทุจริต

"แม้ตามหลักก ฎหมายทั่วไปในทางโลกไม่มีกฎหมายห้ามพระถือครองที่ดิน แต่ต้องไปตรวจสอบแหล่งเงินว่าได้มาจากส่วนไหน เป็นเงินส่วนตัว หรือเงิน ที่บริจาคให้วัด แต่กลับไปซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อตัวเอง เมื่อมีชื่อตัวเองสึกออกไปก็จะเป็นเจ้าของ ต้องโอน ที่คืนวัดตาม ที่ประกาศไว้แต่ต้น ไม่โอนก็ไม่ได้ ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นเพราะเหตุอะไร บอกว่าจะโอน แต่วันนี้ กลับบอกว่า ต้องรอศาลสงฆ ์เป็นคนละเรื่อง ผมเชื่อว่า กรมการศาสนา จะสั่งฟ้องในข้อหา ยักยอกทรัพย์แน่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ พยานหลักฐาน ที่กรมจะรวบรวม ได้มากน้อยแค่ไหน"

ใช้มาตรา25สึกได้

พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขั้นตอนทุกอย่างเดินมาถูกทางแล้ว แม้ว่า กระบวนการ ศาลสงฆ์ตามกฎ นิคหกรรมจะเร่งรัดไม่ได้ก็ตาม แต่สามารถทำให้เร็วขึ้นได้เช่นกัน เพราะทั้ง 3 ศาลสงฆ ์สามารถที่จะ ดำเนินการ ตรวจสอบพร้อมๆกันได้ หากว่ามหาเถรฯเอาจริงในเรื่องนี้ ขณะนี้วัดพระธรรมกายก็ออกมายืนยันอีกว่านิพพานเป็นอัตตา เท่ากับเป็นการฝืน มติมหาเถรฯใน 4 ประเด็น สิ่งที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนในเวลานี้ก็คือ พระพรหมโมล ีจะต้องปลด นายไชยบูลย์ออก จากตำแหน่งเพราะละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ คณะสงฆ์ไม่สามารถปกครองได้มีการฝ่าฝืนคำสั่ง สามารถ ใช้มาตรา 25 จัตวาที่ระบุว่าเพื่อปกป้องพระธรรมวินัย มหาเถรฯสามารถออกกฎหรือระเบียบที่จะทำให้ผู้นั้นสละสมณเพศได้ โดยไม่ต้องไป รอกฎนิคหกรรม

"ขณะนี้วัดพระธรรมกาย ควรอยู่นิ่งๆ แม้แต่งานวันที่ 8 สิงหาคมที่จะจัดให้แม่ชีจันทร์ ขนนกยูงก็ไม่ควรทำ ให้โอกาส ศาลสงฆ์ทำงาน ง่ายขึ้น ชี้ช่องให้มหาเถรฯสอบเอาความผิดที่ชัดเจนมากขึ้น อยากถามว่า ถ้าปัดระเบิด ปรมาณูได้จริงน่า จะสร้างอานิสงฆ์ ที่เป็นคุณแก่โลกไถ่บาปให้แก่ประชาชนคนไทย อยากให้ นายไชยบูลย์ กับแม่ชีจันทร์ ช่วยกันไปปัดระเบิด ที่เมืองโคโซโว ประเทศยูโกสลาเวียอย่าได้ตกลงดิน ประชากรโลกจะได้ไม่เป็นอันตรายด้วย"

ผู้สื่อข่าว รายงานอีกว่าเมื่อเย็นวันเดียวกัน เวลา 16.50 น. มีกลุ่มคนเรียกตัวว่ากลุ่มคณะมหาเปรียญธรรม ได้ทำหนังสือถึง นายอาคม และสำนักงานเลขานุการัฐมนตรีรับเรื่องไว้โดยมีการลงเลขรับด้วยแต่ยังไม่มีการเสนอนายอาคม ปรากฎว่า กลุ่มบุคล ดังกล่าวได้นำข้อความ ในหนังสือเผยแพร่ไปทั่ว โดยข้อความ ดังกล่าวจาบจ้วง ลายพระหัตถ์ สมเด็จพระสังฆราช ว่าผิดกฎหมาย และเกิดอุกฤษ โทษทางพระวินัย ใบปลิวทั้งหมดทำมาจากแก๊งนรกสนับสนุนธรรมกายเนื่องจากมีข้อความเหมือนกับใบปลิวฉบับอื่น ๆ มิหนำซ้ำ ตัวหนังสือที่พิมพ์ยังใช้ตัวอักษรเหมือนกันด้วยโดยไม่เปลี่ยนแปลง

จากการตรวจสอบ พบว่าข้อความทั้งหมดส่งมาจากบางใหญ่ บุ๊คเซนเตอร์ ซึ่งเป็นร้านค้าและรับส่งโทรสาร คนในร้าน บอกว่ามีผู้ชาย วัยประมาณ 40 ปี ใส่เสื้อยืดสีขาว ตัดผมรองทรงมาจ้างส่งแฟกซ์ เป็นคนแปลกหน้าและก็หายไป