Make your own free website on Tripod.com

สมเด็จพระสังฆราช ประทานธรรมะวันวิสาขบูชา ให้ระวังความเห็นผิด ความคิดปรุงแต่ง จนเห่อเหิม ทะเยอะทะยาน อยากได้ใคร่ดี เจ้าคณะจังหวัดปทุมฯ สั่งคุมเข้มงานฉลองตำแหน่ง ได้ข่าวถึงขั้นจะมีการถวาย "สินบนเบนซ์" พุทธสมาคม ฟ้องจัดการพระปลอม "ไชยบูลย์" แล้วข้อหาทำลายศาสนาบิดเบือนคำสอน-อวดวิเศษไม่มีในตัว-ฉ้อโกงลักทรัพย์ เปิดทาง ฟ้องทางคดีโลกซ้ำอีก "อาคม" ยอมรับหลงกลโอนที่ดินสุดท้ายคงไม่ได้สักวาเดียว จับตา หมากเดียรถีย์ยื้อ หวังโอนทรัพย์สิน ตั้งลัทธิใหม่ พระธรรมปิฎกย้ำชัดธรรมกายต้องใช้ธรรมวินัยถึงยุติได้ อย่าโทษมหาเถรฯ ถือเป็นกรรมของชาวพุทธ ระบุสงฆ์บกพร่อง ทำให้ศรัทธาต่อศาสนามีปัญหา

ในที่สุด การสางเสี้ยนศาสนา นำผ้าเหลืองออกจากร่างพระปลอม "ไชยบูลย์ สุทธิผล" มาถึงก้าวสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 26 พ.ค. เวลา 14.00 น. นายสมพร เทพสิทธา ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ เดินทางมายื่นฟ้องนายไชย บูลย์ ตามกฎนิคหกรรม ต่อพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี 3 ข้อหาคือ 1.สอนผิดบิดเบือน ลบล้างคำสอน ของพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา อาทิการสอนวิชชาธรรมกาย ว่านิพพานเป็นอายตนะ เป็นสถานที่เที่ยงแท้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์และผู้ได้ธรรมกายชั้นสูงเมื่อตายถูกดูดเข้าไปเป็นองค์ธรรมกาย อยู่ในอายตนะ นิพพานเป็นนิรันดร การสอนเช่นนี้ถือเป็นการสอนธรรมะปลอม ใน พระไตรปิฎกไม่เคยบัญญัติไว้ เป็นการลบล้าง คำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างถึงขั้นรากฐานอย่าง สิ้นเชิง

2.การอวดอุตริมนุสธรรม ไม่มีในตน ทั้งวาจาและลายลักษณ์อักษรเป็นเวลาหลายปี เช่นกล่าวว่า สามารถขึ้นไป บนอายตนะ นิพพานเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่บนนั้น ไปถวายข้าว และภัตตาหาร แด่เหล่าพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ นับจำนวน พระองค์ไม่ถ้วน สามารถนำคนให้เข้าถึงพระธรรมกายได้ และหยั่งรู้ได้ว่าผู้ใดถึงพระธรรมกายหรือยัง รู้ได้ว่าเมื่อใด พระนิพพานมีแผนการให้คนถึงพระธรรมกายได้มาก ๆ กล่าวอวดอ้างว่า มีญาณวิเศษ นำวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่เทวดารักษามากว่า 200 ล้านปี มาสร้างเป็นพระเครื่องมหาสิริราชธาตุ ซึ่งมีอานุภาพมากหลายประการ

การกล่าวอ้างเช่นน ี้เป็นการอวดว่าตนเป็นพระอริยบุคคล และกล่าวอ้างอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการผิด พระธรรมวินัย เป็นอาจิณ โดยพระอริยบุคคลย่อมไม่ล่วงพระวินัยเป็นอาจิณ และองค์ ประกอบของนายไชยบูลย์แสดงถึงการมีกิเลส เช่นมีความโลภ ไม่สิ้นสุด มีความหลงในการสอนธรรมะอย่างผิดเพี้ยน จึงถือว่าต้องอาบัติปาราชิกข้อ 4 ในข้อหาอวดวิเศษ ขาดจากความ เป็นพระนานแล้วตั้งแต่การอวดอ้างครั้งแรก

3.การลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชน โดยฐานะก่อนบวชไม่ปรากฏว่ามาจากครอบครัวร่ำรวย และไม่มีที่ดิน เมื่อบวชก็ปฏิบัติธรรมจนเป็นที่ศรัทธาของคน จึงมีผู้บริจาคเงินและที่ดินจำนวนมาก และมีการเรี่ยไรสม่ำเสมอ ปีละ หลายสิบรายการ การเรี่ยไรทั้งในวัดและนอกวัด โดยมีการโฆษณาเชิญชวน ทั้งจากพระเณร เจ้าหน้าที่วัด โดยตรงและผ่านสื่อ ทุกชนิด มีผู้บริจาคให้จำนวนมากมายมหาศาลต่อเนื่องหลายปี

การที่ได้รับบริจาค ก็เพราะเป็นพระภิกษุ ประชาชนจึงถวายเงินและที่ดินโดยมีเจตนาให้นำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่นายไชยบูลย ์กลับเป็นผู้ทรงสิทธิ์ในการจ่ายเงินของวัดในฐานะเจ้าอาวาสและจ่ายเงินของมูลนิธิในฐานะประธานมูลนิธิ และได้นำเงิน ไปซื้อที่ดินจำนวนหลายสิบแปลง โดยตัวอย่างสำเนาโฉนดจากกรมที่ดิน 42 แปลง และบัดนี้พบว่า มีชื่อเป็นผู้ ครอบครองกรรมสิทธิ์กว่า 1,700 ไร่ แทนที่จะใส่ชื่อวัดหรือมูลนิธิก็กลับใส่ชื่อตัวเองเป็นการแสดงถึงเจตนาทุจริต ลักขโมยที่ดิน มาเป็นของตัว จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชน ลักขโมยที่ดินเป็นของตน ผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการระบุราคาที่ดินจากผู้อื่นในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ตามหลักฐานที่ ปรากฏในสำเนา โฉนดของกรมที่ดิน เป็นการเจตนาหลบเลี่ยงภาษีของผู้ถูกกล่าวหา ถือเป็นการกระทำฉ้อโกง นายไชยบูลย์ยังเป็นเจ้าอาวาส เป็นพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ การที่ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อ โกง และหลอกลวงประชาชน เป็นความผิด ของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

การกระทำดังกล่าว ทำให้นายไชยบูลย์ขาดจากความเป็นพระมาเนิ่นนานแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นปาราชิก บทที่ 2 ฐานลักทรัพย์

ตามคำฟ้องร้อง ครั้งนี้ขอให้มีคำสั่งสึกนายไชยบูลย์โดยด่วนตามกฎมหาเถรฯ ฉบับที่ 11 และขอให้ดำเนินการ รายงานข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องต่อมหาเถรฯ เพื่อให้วินิจฉัยให้สึกก่อนตามกฎมหาเถรฯ ฉบับที่ 21 ก่อนการพิจารณา ตามกฎนิคหกรรมจะถึงที่สุด เพราะเป็นความผิดสถานหนัก การที่ยังคงให้ดำรง เพศบรรพชิต ต่อไปจะเกิดความเสียหาย แก่พระศาสนาและการปกครองของสงฆ์ นอกจากนั้น ขอให้สั่งพัก จากตำแหน่งเจ้าอาวาส และตำแหน่ง อื่น ๆ ตามกฎมหาเถรฯฉบับที่ 24 โดยได้มีการมอบหลักฐานเทปนับ 100 ม้วน และโฉนดที่ดิน ฯลฯ เป็นเอกสารประกอบ อย่างชัดเจน

พระสุเมธาภรณ์ ลงนามรับคำกล่าวหาของนายสมพร ทั้ง 3 ข้อพร้อมตัวอย่างหลักฐานเพื่อดำเนินการต่อไป และมอบหลักฐานทั้งหมด ให้พระปริยัติวโรปการ รักษาการเจ้าคณะอำเภอธัญบุรี และกล่าวว่า คงเรียกธัมมชโย มาสอบปากคำได ้ในเดือนหน้า และคณะสงฆ์ต้องการให้รวดเร็วแต่กำหนดเวลาไม่ได้ หน้าที่อาตมา ก็คือพิจารณา ข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ แล้วจะเสนอเจ้าคณะภาค 1 ต่อไป

นายสมพรกล่าวภายหลังว่าอยากให้เร่งเรื่องปลดจากเจ้าอาวาสก่อน เพราะมีการเทศนาเสมือนปลุกม็อบ อาจก่อความไม่สงบ อย่าให้ชาวพุทธ ต้องมาตายเพราะบุคคลใดเลย ถ้าตายขอให้ตายเพื่อพระศาสนา ที่บอกว่าจะยอมตาย คาผ้าเหลืองเป็นการพูด ทั้งที่ยังไม่มีการตัดสินญาติโยมอาจเห็นใจและเกิดกระบวนการปกป้องขึ้นมา

รายงานข่าว ตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่าในระหว่างวันที่ 27-29 พ.ค. งานสมโภช ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ให้กับพระสุเมธาภรณ์ คาดว่าจะ มีการนำปัจจัยไทยทานต่าง ๆ มาถวายจำนวน มาก และอาจถึงขั้น นำรถเบนซ์มาถวาย เป็นของ กำนัล

ซึ่งเรื่องนี้ พระสุเมธาภรณ์ กล่าวว่าอาตมาก็ทราบแว่ว ๆ เรื่องรถเช่นกันแต่จะต้องตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ามาหา รวมถึงจะถวายของ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่าตนได้รับรายงานจากกรมการศาสนาว่ายังไม่มีการโอนที่ดินให้วัด โดยให้ เหตุผลต่าง ๆ และเป็นหน้าท ี่กรมการศาสนา ต้องรวบรวมเรื่องดังกล่าว เสนอต่อเจ้าคณะจังหวัดเพิ่มเติม เมื่อมีการพิจารณา อธิกรณ์ และให้คณะผู้ปกครองทราบว่ามีเจตนาอย่างไร โดยจะประสานไปยังพระครูสุเมธาภรณ์ ว่าต้องการให้ อำนวยความสะดวก เรื่องใดบ้างเช่นสถานที่ ตลอดจนสืบหาที่มาของที่ดิน

"ตามข้อตกลง ที่จะโอนให้ 139 ไร่ในครั้งแรกเมื่อไม่มอบให้ก็อย่าหวังว่าจะโอนที่ดินที่เหลือให้กับวัดได้ และอาจมีการมองว่า ขณะนี้ มีการฟ้องร้องเรื่องที่ดินจะมอบไม่มอบก็ถูกฟ้อง เลยไม่มอบดีกว่า ข้ออ้างวัด พระธรรมกาย เรื่องการโอนที่ดิน ไม่ใช่เหตุผลแล้ว เพราะผู้บริจาคมอบที่ดินโดยสมบูรณ์ และต้องโอนให้กับวัดตามมติมหาเถรฯ คิดว่า การที่ไม่โอนที่ดิน เพราะต้องการขายไปสร้างเจดีย์ "

ต่อมาเวลา 18.15 น. นายอาคมให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการกราบนมัสการพระสุเมธาภรณ์ว่า ได้ปวารณาตัว ให้กรมการศาสนา มาช่วยเหลือด้านเอกสาร อาทิ เรื่องที่ดิน และอยากให้ท่าน รู้ว่ามันมีความเห็นไม่ตรงกันเป็นสองฝ่าย อยากให้หาทางยุติปัญหา และคงปิดบังเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้เพราะทุกคนก็รู้เท่า ๆ กันเพียงแต่นำไปสู่กระบวนการตัดสินปัญหา และมีการกล่าวถึง การจัดงานวันวิสาขบูชาในวันเสาร์ด้วยว่าจะมีผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายมาเคลื่อนไหว น่าจะเกิดปัญหา พระสุเมธาภรณ ์ก็แนะนำให้กรมฯ แจ้งเจ้าคณะจังหวัดขอคำแนะนำไม่ควรให้พระออกมา และคงจะมากราบ นมัสการเป็นระยะ

นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษกรมการศาสนา เปิดเผยว่า การที่ไม่มีการโอนที่ดิน ก็เพราะ เจ้าอาวาส เตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว และหากมีการสึก ออกไปก่อนที่ดิน ทรัพย์สมบัติทั้งหมด จะติดตัว ออกไปด้วย สามารถนำไปตั้งเป็นลัทธิใหม ่เหมือนสันติอโศกได้ และวัดพระธรรมกาย คงกลัวการสั่งปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะอาจนำ พระรูปใหม่มาดูแลเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของวัดได้ จึงต้องผลักดันให้คนของตัวขึ้นมา โดยเคยเสนอให้ ตนถอนฟ้องตามกฎนิคหกรรม เพื่อแลกกับการโอนที่ดินให้วัดแต่ก็ปฏิเสธไปเพราะทำไม่ได้

พระราชรัตนมงคล ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ในนาม สำนักเลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เลขที่ พ. 322/2542 ถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม โดยกล่าว รับรอง ลายพระหัตถ์จำนวน 6 แผ่น เป็นของสมเด็จพระสังฆราชจริง หลังจากที่ พ.ต.อ.ทวี ได้ขอความร่วมมือสอบถามข้อมูล เป็นผลจากการท ี่พระครูธรรมธรวันชัย ถาวโร เจ้าอาวาสวัดท่าช้าง จ.สุพรรณบุรี มีความสงสัยในลายพระหัตถ์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.มหาด ไทย กล่าวว่าตนสั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาด ไทยมีคำสั่งด่วนถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ให้ตั้งโต๊ะ หน้าศาลากลาง เพื่อให้ประชาชนลงนามถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานพระธรรมเทศนาในวันวิสาขบูชา โดยความตอนหนึ่ง ตรัสว่าการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า คือทรงรู้อริยสัจ 4 คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดยในมรรค หรือทางปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์นั้น มีเรื่องสัมมาทิฐิความเห็นชอบเป็นอันดับแรก เมื่อมีความเห็นชอบ อะไรที่ผิดชอบย่อมเกิดตามมา ถ้าเห็นผิด อะไรทั้งนั้น ที่ผิดย่อมเกิดตามมา ความเห็นชอบสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ได้ คือความเห็นว่า ความคิดปรุงแต่ง เป็นเหตุแห่งตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากทั้งปวง ระวังความคิดปรุงแต่งอย่าให้เป็นไปในความเหิมเห่อ ทะเยอทะยาน อยากได้ใคร่ดีจนเกินไป จะไม่เร่าร้อนไม่ขาดความสุขความสงบ ตรงข้ามถ้าไม่ระวังความคิดปรุงแต่ง จะมีความทุกข์แสนสาหัส ที่นำให้เหิมเห่อทะเยอทะยาน ในวันเดียวกัน เวลา 18.00 น. วัดพระ ธรรมกาย จัดสัมมนาตอบโต้กระแส ที่ถูกโจมตีในขณะนี้ที่ รร.เซ็นทรัล พลาซา โดยผู้ร่วมสัมมนาอาทิพระครูสุวรรณวชิรธรรม วัดสกุลปักษี จ.สุพรรณบุรี แกนนำก่อม็อบพระ-เณรสนับสนุนธรรมกาย, นางเกษมสุข ภมรสถิตย์ อุบาสิกาคนสำคัญของวัด มีคน มาร่วมอภิปราย 300 คน และมีพระเณรจากวัดสกุลปักษีมา 50 รูป โดยโจมตีสื่อที่ลงข่าวปัญหาธรรมกาย พระครูสุวรรณวชิรธรรม บอกว่าธัมมชโยเป็นคนดี ขอทุนก็ได้ และไม่กลัวตายแน่เพราะตายแล้วขึ้นสวรรค์ อาตมาเคยขอทุน ให้พระเณรรูปละ 3 พันบาท แต่ต่อรองเหลือ 1.5 พันบาท แต่พระเณรมามากก็เฉลี่ยได้ 200 บาท แต่ตอนนี้อดอยาก ไปไหนชาวบ้าน ไม่ทำบุญ เรียกอาตมาว่าม็อบเหลือง ธรรมกายก็มาช่วยไว้ หลังจาก พระครูสุวรรณวชิรธรรมพูดจบ ก็มีการถวายซองทันที ส่วนนางเกษมสุข อ้างว่าเคยเป็นนักข่าวแต่ต้องออกเพราะถูกให้ไปทำข่าวทำลายคน

ส่วนกลุ่มชาวพุทธ 207 องค์กร และศูนย์เฉพาะกิจกรณีธัมมชโย จะจัดงานใหญ่ชุมนุมชาวพุทธหรือ "พุทธิกสันติบาต" ณ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 29 พ.ค. นี้แน่นอน

ที่วัดญาณเวสกวัน มีการบันทึกรายการธรรมะ โดยนี้ได้นมัสการเชิญพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เจ้าอาวาส วัดญาณเวสกวัน มาแสดงธรรมเทศนาครั้งนี้โดยได้กล่าวว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันที่สำคัญที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของชาวพุทธ เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน โดยความสำคัญทั้ง 3 อย่างนี้ชาวพุทธต้องรับรู้ด้วยว่า ประสูติอย่างไร ตรัสรู้ และปรินิพพานอย่างไร การจะตอบคำถามนี้ได้จะต้องรู้จักพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทรงริเริ่ม พระธรรมและค้นพบ พระธรรมเพื่อให้คนปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม พระองค์จะประสูติหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ พระองค์เคยตรัสไว้ว่า ธรรมะของพระองค์ก็คือกฎธรรมชาติ เมื่อทรงค้นพบ ก็ทรงนำมาสั่งสอนเผยแพร่ ถ้าจะมองพระธรรมอีกแง่หนึ่งก็คือพระพุทธเจ้า เมื่อต้องการเข้าถึง พระพุทธเจ้า บรรดาชาวพุทธต้องบรรลุธรรมหรือพระธรรมวินัย โดยที่พระองค์ เคยตรัสไว้ว่า พระธรรมวินัย ก็คือศาสดา ที่จะมาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น ขอย้ำว่าถ้าจะเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าก็ต้องอ่านพระไตรปิฎกหรือพระธรรมวินัยให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็สามารถนำไปแนะนำให้คนได้ทราบ

"พุทธแท ้จะต้องมีการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ให้เกิดประโยชน์ สังเกตได้ 3 ลักษณะคือ 1. ผู้ที่เป็นพุทธแท ้ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง 2. ต้องแนะนำให้คนอื่นรู้และปฏิบัติธรรมะได้ถูกต้อง 3. รักษาพระธรรมวินัย ให้บริสุทธิ์ไม่ผิดเพี้ยน"

พระธรรมปิฎก ได้เทศน์ย้อนไปเมื่อครั้งพุทธกาล ในครั้งที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จกรุงราชคฤห์ ซึ่งตอนนั้น มีพระไปรอรับมากมาย แต่พระองค์ ก็ไม่ได้รีบเข้าเมือง เพราะรู้ว่ามีพวกชฎิลซึ่งนับถือเทพเจ้าและมีอิทธิฤทธิ์อยู่ด้วย พระองค์ทรงอ้อม ไปเข้าเมืองทางแม่น้ำ โดยไปขอพักอาศัยอยู่กับชฎิล 2 คน ซึ่งได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พระพุทธเจ้าเห็น พระพุทธเจ้า ได้แสดงอิทธิ ฤทธิ์ตอบโต้มา เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญ หากมีพระธรรมวินัยแล้วเทพหรืออิทธิฤทธิ์นั้นจะเล็กกว่า พระธรรมวินัย สอนให้คนปฏิบัติไม่ได้นั่งรอนอนรออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้นมีจริง แต่ถ้าฝึก พระธรรมวินัยอย่างแท้จริง ก็จะอยู่เหนือ เทพอิทธิฤทธิ์เหล่านั้นได้

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ภายหลังถึงแนวทางการแก้ปัญหาธรรมกาย พระธรรมปิฎกกล่าวว่าต้องทำทุกอย่างให้ชัดเจน ให้นึกถึงธรรมวินัย เป็นอันดับแรก เรื่องอื่นก็เป็นเรื่องเล็ก และอย่าไปโทษมหาเถรฯว่าอ่อนแอ ถือเป็นผลรวมกรรมของชาวพุทธ ทางที่ดี ต้องปรับปรุง คณะสงฆ์ และ ต้องสร้างแนวโน้มที่ดีให้ได้ นอกจากนั้นอย่าใช้ความรุนแรงเพราะไม่ใช่พุทธ ต้องรวมใจ ไว้ที่พระพุทธเจ้า อาตมาสงสัยศรัทธาชาวพุทธในปัจจุบันจะเชื่อมถึงพระพุทธเจ้าหรือไม่ เพราะ สงฆ์ที่ทำหน้าท ี่เชื่อมบกพร่องแสดงว่าศรัทธาบกพร่อง.