Make your own free website on Tripod.com

ผวาปัญหาธรรมกายวุ่นหนัก 10 พ.ค.ไม่ตัดสินถอดผ้าเหลือง"ไชยบูลย์"แน่ ติดขั้นตอนต้องใช้มหาเถรฯไฟเขียวใช้กฎนิคหกรรมเป็นผลจากกฎหมายใหม่ คนแก้ไข"วิษณุ เครืองาม"ยืนยันต่อหน้านายกฯ ยืดเยื้ออีกครึ่งเดือน ต้องผ่านทั้งพระพรหมโมลีขึ้นมาอีกรอบ ธัมมชโยโยนผ้าโอนที่ดิน 1,800 ไร่ แล้วหลังตั้งป้อมสู้ขน "18 ตระกูลดัง"ย้ำที่ดินบริจาคให้เจ้าสำนักไม่ใช่ให้วัด สุดท้ายถูกบี้อย่างหนักจนยอม แต่ขอชี้แจงวันอาทิตย์นี้ต่อหน้าสาวกก่อน คิดจะเช่าทีวีเผยแพร่แต่ไม่มีช่องไหนกล้าให้เวลา เบื้องลึกพระสังฆราชทรงทราบข้อมูลมานานแล้ว อดีตศิษย์เอกธรรมกาย"เมตตานันโท"เป็นผู้เข้าเฝ้า โห่ไล่กรมศาสนากลางวงสัมมนาชี้แจงลายพระหัตถ์ฉบับแรกไม่ได้ลงพระนาม แถมที่เหลือคนขับรถเอามาให้ แต่สาวกธรรมกายตบมือเชียร์ขาดใจ

การดำเนินงานขั้นเด็ดขาดกับพระปลอมนายไชยบูลย์ สุทธิผล ได้ประสบปัญหาสำคัญ แม้จะมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชที่วินิจฉัยทางพระธรรมวินัยแล้วว่า นายไชยบูลย์พ้นจากความเป็นพระเด็ดขาด เพราะปาราชิกในฐานลักทรัพย์ โดยยักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นของตัวเอง และเป็นแค่เอาผ้าเหลืองมาห่ม แต่ปัญหาการดำเนินงานขั้นต่อไปคือกระบวนการที่จะถอดผ้าเหลือ เพราะต้องดำเนินการตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 รวมถึงต้องปฏิบัตตามกฎของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11(พ.ศ. 2521) และกฎเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ

@ เปิดขั้นตอนถอดผ้าเหลือง รายงานข่าวจากพุทธสมาคม 172 องค์กรเปิดเผยว่าว่าข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมาก็คือการประชุมมหาเถรฯในวันที่ 10 พ.ค.นี้ น่าจะไม่ได้ข้อยุติในปัญหาธรรมกายแน่นอน โดยการเอาผ้าเหลืองออกจากร่างนายไชยบูลย์ต้องดำเนินการตามกฎนิคหกรรม และกฎว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ โดยจุดสำคัญคือจะต้องมีโจทก์ฟ้องร้องเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เหมือนกับที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสสโร) วัดชนะสงคราม พระเถระสำคัญอันดับที่ 2 ของฝ่ายมหานิกายกล่าวไว้ว่าลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชถูกต้องตามพระธรรมวินัยโดยแท้ แต่การดำเนินงานหลังจากนั้นในเรื่องการตัดสินปาราชิกต้องทำตามกฎที่วางไว้

ข้อกฎหมายดังกล่าวได้รับการตรวจสอบในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่มีการพิจารณาปัญหาธรรมกายด้วย ผลสรุปก็คือจะต้องส่งเรื่องเข้ามหาเถรฯ เพราะมีการแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในปี 2535 โดยให้อำนาจมหาเถรฯในการพิจารณาจัดการพระสงฆ์ แทนกฎหมายเดิมที่ให้อำนาจเต็มที่กับสมเด็จพระสังฆราชและสามารถมีพระบัญชาสั่งสึกได้เลย

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ต้องแก้ไขกฎหมายก็เพราะได้เกิดกรณีสันติอโศก และมีการขู่ว่าจะฟ้องร้อง ซึ่งทำให้ต้องแก้กฎหมายโดยให้มหาเถรฯมาเป็นเกราะป้องกันสมเด็จพระสังฆราช แต่ทว่าการแก้ไขกฎหมายทำให้การแก้ไขปัญหาธรรมกายต้องล่าช้าออกไป บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการแก้กฎหมายครั้งนั้นคือนายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการครม.คนปัจจุบัน จึงเป็นผู้รู้กฎหมายคณะสงฆ์ดีสุดและได้บรรยายสรุปในครม.ต่อหน้านายกรัฐมนตรีให้ฟัง "ความจริงในกฎหมายที่แก้ไขกำหนดให้มีคณะกรรมการมหาเถรฯโดยตำแหน่งคือ พระเถระชั้นสมเด็จมีน้อยกว่ากรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราช และเท่ากับว่ามหาเถรฯจะสนองพระบัญชาได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าจะเป็นกันอย่างนี้ได้"

@ เตรียมหลักฐานหาโจทก์ฟ้อง รายงานข่าวกล่าวอีกว่าขณะนี้จุดสำคัญคือต้องมีโจทก์ฟ้องร้อง องค์กรพุทธจึงได้มีการประสานงานภายใน และเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อดำเนินการประสานงานเรื่องการฟ้องร้อง เท่าที่ประเมินคาดว่าในวันที่ 10พ.ค.ปัญหาทั้งหมดยังไม่ยุติ เพราะติดขั้นตอนต่าง ๆ โดยกรณีที่มีผู้ฟ้องร้องก็ต้องให้พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 เสนอเข้าที่ประชุมมหาเถรฯ ที่ประชุมรับเรื่องและก็ให้ไปทำรายงานข้อมูลมาเสนอ ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ เพราะต้องผ่านขั้นตอนโดยพระพรหมโมลีเหมือนศาลชั้นต้น,สมเด็จพระมหาธีราจารย์เหมือนศาลอุทธรณ์ และกรรมการมหาเถรฯเหมือนศาลฎีกา

นายเกรียง วิศิษฎ์สรอรรถ ประธานสมัชชา สสร.แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสมัชชาสนับสนุนความเห็นของนายปรีชา สุวรรณทัต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้รีบแก้กฎหมายแพ่งให้ผู้บริจาคที่ดินและของมีค่าให้กับพระ ทรัพย์สินต้องตกเป็นของวัด ห้ามโอนเป็นส่วนตัวเ็ดขาด โดยส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลต้องรีบเสนอกฎหมายเข้าสภาฯในเดือนมิ.ย.นี้ และผ่าน 3 วาระรวด และประกาศใช้ย้อนหลังเพื่อยึดโอนที่ดินคืนเป็นของวัด

นอกจากนั้นสมัชชาอยากเรียบร้องให้มหาเถรฯเห็นความสำคัญลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราช และก้าตัดสินใจปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกทำลาย และขอให้กรมการศาสนา และมหาเถรฯตรวจสอบพระทุกรุปว่ามีทีดิ่นและทรัพย์สินส่วนตัวมากแค่ไหน และทำบัญชีแสดงต่อสาธารณชน เพื่อนำมาเป็นของวัด และเวนคืนที่ดินของวัดที่มีมากเกินมาทำประโยชน์

@ ร้องนายกฯจัดการเอง เมื่อเวลา 10.00 น. นยปรีดา เรืองวิชาธร ผู้ประสานงานคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ผ่านนายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการส่วนตัวนายชวน โดยเรียกร้องให้นายชวนเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช และลงมาจัดการปัญหาตามลายพระหัตถ์ เพราะตามลายพระหัตถ์ทรงวินัยฉัยปัญหาไว้ว่า เจ้าสำนักและภิกษุผู้เกี่ยวข้องบิดเบือนพระธรรมคำสอนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า มุ่งทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรมหรือกรรมชั่วร้าย เท่ากับการทำร้ายพระพุทธเจ้า การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหัตน์ จึงเท่ากับเจ้าสำนักนี้กลายเป็นเจ้าลัทธิอื่น เช่นเดียวกับพวกเดียรถีย์หรือพวกนิครนถ์ ไม่ใช่พระอีกต่อไป นอกจากนั้นนายไชยบูลย์ยังต้องปาราชิกในข้อหาถือสมบัติของวัดเป็นของตน ขาดจากพระทันที มีฐานะเป็นพระปลอม

แต่กรณีธรรมกายรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง นับตั้งแต่ลายพระหัตถ์ฉบับแรก และฉบับอื่น ๆ ตามมา แทนที่จะมีผู้ไปเข้าเฝ้ากราบทูลความเป็นมา แต่กลับเป็นว่านายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ และนายพิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมศาสนา ลงไปถึงระดับผู้อำนวยการกองต่างตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์ทำนองว่าเป็นของจริงหรือไม่ หรือเป็นคนใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราชทำขึ้นเอง และบังอาจกล่าวว่าพระลิขิตขชอบด้วยพระธรรมวินัยหรือไม่ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสื่อมพระเกียรติองค์ประมุขสงฆ์ ทำให้เกิดความสงสัยไปทั่วว่าคนในรัฐบาล รวมทั้งกรรมการมหาเถรฯบางรูปได้รับอามิสประโยชน์บางอย่างในการปกป้องวัดหรือไม่

"เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยก่อนวันที่ 10 พ.ค. นายกฯควรไปเข้าเฝ้าและใช้อำนาจตามหน้าที่รับแนวทางมาปฏิบัติโดยด่วน และอยากเชิญชวนชาวพุทธไปชุมนุมคว่ำบาตรธัมมชโยที่ลานหินโค้ง วัดสวนแก้ว วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ค.เวลา 9.30 น. ไม่ยอมรับความเป็นพระของนายไชยบูลย์ โดยพระภิกษุสงฆ์จะทำพิธีปัพพาชนียกรรมขับออกไป "

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหลังจากยื่นหนังสือต่อนายกฯแล้ว ตัวแทนคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาได้ไปยื่นหนังสือถึงมหาเถรฯผ่านกรมการศาสนาด้วย

@ "ชวน"อุ้ม"อาคม"ยันไม่รับเงิน นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีกล่วว่าขอยืนยันนายอาคมพยายามทำงานอย่างเต็มที่ โดยในการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชพร้อมกันเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมานายอาคมรับลายพระหัตถ์ไปแล้ว โดยตนกำชับไปว่าให้ดำเนินการให้เรียบร้อย อะไรเป็นอำนาจของมหาเถรฯ อะไรเป็นอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชก็ต้องพิจาณณาตามกฎหมาย

"ที่ผ่านมาผมกำชับว่าถ้ามีอะไรให้บอก เพราะจำเป็นต้องเข้าไปช่วย การเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชท่านยืนยันถึงลายพระหัตถ์ฉบับแรกที่มี 2 เรื่อง บางเรื่องกระทรวงศึกษาธิการรับไปดำเนินการ บางเรื่องต้องรอการประชุมมหาเถรฯ ไม่ต้องห่วงเพราะรัฐบาลต้องดูแล มีหลายเรื่องที่มหาเถรฯต้องมีมติ เพราะมหาเถรฯส่วนใหญ่เป็นพระผู้ใหญ่ที่น่าเคารพต้องรอบคอบ การวิจารณ์เถรสมาคมในทางก้าวร้าวเกินไปเป็นเรื่องที่ไม่ถูก"

นายชวนยืนยันว่านายอาคมทำงานถูกต้องแล้วและไม่ได้ทำผิด รวมถึงที่บอกว่าได้ผลประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะได้รายงานตลอดเวลา ส่วนที่รัฐบาลดำเนินการได้คือเรื่องทรัพย์สิน ส่วนเรื่องที่ให้ถอดจีวรเป็นคนละเรื่องกัน ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบทางศาสนา และได้กำชับนายอาคมอย่าทำอะไรผิดไปจากแนวทางเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นรัฐมนตรีจะถูกเล่นงานเอง

@ พระสังฆราชพระอาการดีขึ้น เมื่อเวลา 8.00 น. วันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนยังคงเดินทางไปเพื่อรอเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช แม้ว่าจะยังทรงพระประชวรอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ดีมีคณะที่สามารถเข้าเฝ้าฯได้เพียงคณะเดียวคือคณะของนายจำเนียร คชวัชร อายุ 80 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของสมเด็จพระสังฆราช พร้อมกับญาติจากจังหวัดดกาญจนบุรี โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังการเข้าเฝ้าฯนายจำเนียรกล่าวว่า อ่านข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเป็นห่วงพระอาการ แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าฯแล้วทรงตรัสว่าไม่เป็นอะไรมาก มีเพียงไข้หวัดเพราะมีพระชนม์มากแล้ว ทั้งยังมีรับสั่งถามถึงญาติโยมทางบ้านด้วย

กระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. น.พ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมคณะแพทย์เดินทางมาถวายการรักษา จากนั้นได้เปิดเผยว่า พระอาการดีขึ้นมากทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ทางคณะแพทย์จะมาตรวจพระอาการเพียงวันละครั้งเท่านั้น

@ ศิษย์เอกไชยบูลย์ถวายข้อมูลเอง นายทินกร รัตนกุสุมภ์ เลขานุการฝ่ายคฤหัสถ์ในองค์สมเด็จพระสังฆราช กล่าวถึงกรณีลายพระหัตถ์ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องของวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นข่าวคึกโครมแล้ว เนื่องจากพระมโน เมตตานันโท อดีตพระลูกวัดพระธรรมกายได้เดินทางมาเข้าเฝ้า พร้อมถวายรายงานเกี่ยวกับเรื่องราวในวัดที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบ การที่ลายพระหัตถ์ 3 ฉบับแรกโดยไม่ระบุว่าเป็นการกล่าวถึงวัดนี้ ก็เพราะทรงมีพระเมตตาอยากที่จะรักษาวัดนี้ไว้ ต้องการเตือนให้พระที่ประพฤติไม่ถูกพระวินัยได้รับทราบ และหาทางแก้ไข แต่แทนที่ผู้ปฏิบัติจะรับรู้และหาแนวทางการแก้ไขตัวเอง กลับบ่ายเบี่ยงว่าลายพระหัตถ์ไม่ได้ระบุชื่อวัด พระองค์จึงมีลายพระหัตถ์ออกมาชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเรื่องของวัดพระธรรมกายเพื่อให้ชาวพุทธได้ทราบ

ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องควรที่จะรับไปปฏิบัติ หากจะเทียบกรณีของอดีตพระยันตระกับกรณีของวัดพระธรรมกายแล้วแตกต่างกันมาก เพราะวัดพระธรรมกายใหญ่กว่ามากจึงได้ทรงมีแนวทางให้ผู้ปฏิบัติได้ดำเนินการ หากพิจารณาจากลายพระหัตถ์ก็เท่ากับว่าเจ้าอาวาสวัดไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตนในสมณเพศต่อไปแล้ว เพราะได้ดำเนินการผิดเจตนาของผู้บริจาค เจตนาของญาติโยมที่บริจาคเงินให้วัด ต้องการให้นำไปใช้ในการบำรุงพระศาสนา ใครที่นำไปใช้ผิดวัตถุ ประสงค์ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

ด้านพ.อ.(พิเศษ)ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ แกนนำ 172 องค์กรพุทธกล่าวว่า เรื่องที่ดินนั้นเป็นเรื่องสำ คัญ แต่ประเด็นหลักคือเรื่องคำสอนที่ไม่ตรงตามพระไตรปิฎก ซึ่งทางกรรมการมหาเถรฯและฝ่ายบ้านเมืองต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ส่วนเรื่องที่ดินนั้นก็ต้องพิสูจน์ว่าจะเป็นการได้มาโดยนำเงินที่ประชาชนบริจาคไปซื้อ หรือญาติโยมบริจาคให้ด้วยศรัทธา แต่อย่างไรก็ดีการโอนที่ดินมาเป็นของวัดนั้นไม่ได้ทำให้ความเป็นพระของนายไชยบูลย์ดำรงอยู่ เพราะขาดจากความเป็นพระไปแล้ว

@ ส.ส.ปชป.ประสานวัดธรรมกาย ในวันเดียวกันที่กระทรวงศึกษาธิการ นายพิภพ กาญจนะ อธิบดรกรมการศาสนา และนายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ได้เดินทางมารายงานถึงการประสานงานกับวัดพระธรรมกายในการโอนที่ดินคืนเป็นของวัดต่อนายอาคม โดยใช้เวลาในการหารือร่วมกันประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายอาคมได้มอบหมายให้นายหาญรบ ตุงคะเสน เลขานุการส่วนตัวออกมาแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน

นายหาญรบกล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานายอาคม พร้อมด้วยตัวแทนกรมการศาสนา นายประกอบ จีรกิตติ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้บริจาคที่ดินให้แก่วัดกว่า 300 ไร่ ในฐานะตัวแทนผู้บริจาคที่ดินให้แก่วัด ได้เดินทางไปเจรจากับทางพระวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากทางวัดเพื่อเจรจากันในเรื่องการโอนที่ดิน โดยใช้เวลาในการหารือราว 3 ชั่วโมงจึงได้ข้อยุติ

ตัวแทนของวัดได้นำโฉนดที่ดินทั่วประเทศที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่า เป็นสมบัติของประชาชนบริจาคให้แก่ทางวัดแต่ใส่ชื่อเจ้าอาวาสไว้ โฉนดเหล่านี้มีลายเซ็นต์เจ้าของที่ดิน 18 ราย และวัตถุประสงค์ในการมอบให้แก่วัดอย่างชัดเจน รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,800 ไร่ ซึ่งหากพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอนแปลงละ 75 บาท ทางวัดได้ยอมรับเงื่อนไขในการโอนที่ดินโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

"วัดขอทำพิธีปฏิบัติธรรมตามปกติในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย.นี้ และเจ้าอาวาสจะออกมาชี้แจงเหตุผลในเรื่องที่ดิน ทางวัดหวั่นว่าเมื่อมีการมอบโฉนดที่ดินให้แล้วอาจจะเกิดข้อครหาว่าเจ้าอาวาสมีวัตถุประสงค์ที่จะฉ้อโกง จากนั้นเวลา 13.00 น.ก็จะทำพิธีส่งมอบให้แก่อธิบดีกรมการศาสนา และจะนำกลับมาดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้องในวันที่ 10 พ.ค. คาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 วัน เพราะที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศ"

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายอาคมได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชนถึงกรณีเดียวกันนี้อีกครั้งว่า เรื่องของการโอนที่ดินนั้นได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้กรมการศาสนาไปดำเนินการตามลายพระหัตถ์ จึงได้มีการประสานไปยังพระภาวนาวิริยคุณ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางวัดก็ไม่ได้ดื้อดึงแต่ขอให้เป็นเรื่องของผู้บริจาคได้แสดงเจตนารมย์ไว้ชัดเจนว่ามอบให้เจ้าอาวาส และในวันที่ 6 พ.ค.ได้รับการติดต่อให้ไปรับโฉนดทั้งหมดในวันอาทิตย์นี้ ให้เป็นไปตามลายพระหัตถ์ เพื่อให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ แม้ว่าเจ้าของที่ดินจะบริจาคให้กับเจ้าอาวาสก็ตาม และเมื่อมีการโอนที่ดินเป็นของวัดแล้วก็ยังดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ที่ต้องการให้เป็นที่ธุดงค์สถานหรือสร้างวัดก็ได้ แต่ไม่สามารถที่จะจำหน่ายจ่ายโอน

"ผมจะให้อธิบดีกรมการศาสนาหร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมที่ดิน เป็นตัวแทนไปรับมอบโฉนดตามที่ตกลงกันไว้ โดยที่ผมจะไม่ไปจะรอรับฟังรายงานอยู่ที่บ้านซึ่งเจ้าอาวาสจะลงนามในโฉนดทั้งหมด เมื่อรับมอบแล้วจะรายงานให้แก่มหาเถรฯหรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของกรมการศาสนา สำหรับเรื่องของการปาราชิกนั้นจะต้องมีการพิจารณาของมหาเถรฯต่อไปเพราะบรรจุวาระไว้แล้ว และเป็นคนละเรื่องกัน แต่ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของมหาเถรฯ แต่กรมการศาสนาจะนำมาปฏิบัติต่อไป"

@ ขอเช่าเวลาออกทีวีชี้แจง ต่อข้อถามที่ว่า จำนวนที่ดินที่จะต้องโอนให้แก่วัดน่าจะมีมากกว่านี้นั้น นายอาคมกล่าวว่า ก็ได้ยินมาเช่นนั้นแต่เมื่อให้กรมการศาสนาประสานกับกรมที่ดินเพื่อขอดูจำนวนที่ดินซึ่งเป็นชื่อเจ้าอาวาส เพื่อโอนเป็นที่ธรณีสงฆ์ก็พบเพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องเจ้าอาวาสเอาเงินบริจาคไปซื้อที่ดินนั้นก็จะต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่า ในการเจรจากันระหว่างนายอาคมและคณะกับทางวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น การเจรจาตึงเครียดพอสมควร วัดเองก็ยืนยันว่าที่ดินที่ได้รับบริจาคเจ้าของที่ดินต้องการให้แก่เจ้าอาวาสวัดไม่ใช่ให้วัด โดยให้นำที่ดินนั้นไปใช้ตามแต่วัตถุประสงค์ของเจ้าอาวาส กว่าที่จะเกลี้ย กล่อมให้ยอมโอนให้เป็นชื่อวัดเป็นเจ้าของที่ดินได้ก็ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ในการมอบโฉนดที่ดินให้แก่กรมการศาสนานั้น วัดได้ติดต่อไปยังสถานีโทรทัศน์เพื่อเช่าเวลาออกอากาศชี้แจงทำความเข้าใจว่า ทางเจ้าอาวาสวัดไม่ได้คิดฉ้อโกง แต่ไม่มีช่องใดให้เช่าเวลา จึงต้องใช้เวลาก่อนที่จะมีการปฏิบัติธรรมชี้แจงก่อน และผลการเจรจาทั้งหมดนายอาคมรายงานให้นายชวนทราบ และนายชวนสั่งการว่าให้ดำเนินการให้สำเร็จ

สำหรับผู้ที่มอบที่ดินให้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีชื่อเสียง ร่ำรวยทั้งนั้น อาทินายประกอบ จิรกิตติ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นศิษย์คนสำคัญของวัด ได้ถวายเงินจำนวนหลายสิบล้านและที่ดินที่ลพบุรีให้ , นายบุญชัย และคนในตระกูลเบญจรงคกุล จากกลุ่มยูคอม,นายสอง วัชรศรีโรจน์ เซียนหุ้น,นางสาวชนัสถ์นันท์ สุขุมพาณิชย์ ที่บริจาคที่ดินที่เลย เป็นต้น

@ ไชยบูลย์-ทัตตชีโวต้องไปทั้งคู่

บ่ายวันเดียวกัน ที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการเสวนาเรื่อง "กรณีลายพระหัตถ์ สมเด็จพระสังฆราช" โดยพระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณ์ราชวิทยาลัย ได้กล่าวในการสัมมนาครั้งนี้ว่า อยากให้มองกรณีวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ไม่อยากให้ทุกคนยืดมั่นถือมั่นไม่มีอุปทาน ทำให้รอบคอบที่สุด ให้ถือหลักชนะศัตรูด้วยความรัก ชนะคนชั่วด้วยความดี แต่กรณีปัญหาวัดพระธรรมกายที่ยืดเยื้อ เป็นเพราะสมเด็จพระสังฆราชและพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรฯ ใช้หลักเมตตาไม่ได้ใช้หลักอุเบกขามาตั้งแต่ต้น

การลดกระแสไม่ให้มีผลกระทบต่อคณะสงฆ์มากไป มหาเถรฯควรสั่งปลดพระธัมมชโยกับพระเผด็จ ทัตตชีโว ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดไปก่อน และรัฐบาลก็ต้องเอาจริงในเรื่องนี้ถอดถอนเจ้าอาวาสออกจากสมณศักดิ์ เพราะที่ผ่านมาถือว่าพระทั้ง 2 รูปมีตำแหน่งเป็นพระสังฆาธิการ แต่ปฏิบัติหน้าที่ผิดจริยาพระสังฆาธิการ ขัดพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ที่ให้เป็นภาระหน้าที่ของพระสังฆาธิการทุกรูปที่ต้องระงับอธิกรณ์ นอกเหนือจากการส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่ที่ผ่านมาวัดพระธรรมกายกลับขยายอธิกรณ์ไปในวงกว้าง และสุดท้ายเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องสึกก่อนวันที่ 10 พ.ค. เพราะเป็นอำนาจของกรรมหารมหาเถรฯที่จะต้องแสดงออกมาเพื่อป้องกันเกียรติของสมเด็จพระสังฆราช

พระราชกวี รองอธิการบดี มหามกุฎราชวิทยาลัย กล่าวในการสัมนนาต่อมาว่า พฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนอกจากจะลบหลู่พระธรรมวินัยแล้ว ยังถือเป็นการบิดเบือนทำลายพระพุทธศาสนามากที่สุด

ด้านพระมหาบุญถึง ชุตินธโร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาจุฬาฯกล่าวว่า ขณะนี้กรรมการมหาเถรฯแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายธรรมยุต ฝ่ายมหานิกายที่เป็นกลาง และฝ่ายมหานิกายที่เข้าไปโอบอุ้มวัดพระธรรมกาย ดังนั้นหากปล่อยให้ปัญหาของวัดพระธรรมกายยืดเยื้อออกไป จะทำให้พระพุทธศาสนาแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า กลุ่มพระเถระในมหาเถรฯที่อุ้มพระไชยบูลย์ ให้ความสำคัญกับลาภสักการะมากกว่าความสำคัญของพระพุทธศาสนา แต่ยังโชคดีที่ยังมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเป็นหลัก

ลายพระหัตถ์ที่ออกมาเพราะสมเด็จพระสังฆราชสึกอึดอัดมากที่กรมการศาสนา และมหาเถรฯฝ่ายมหานิกาย ปฏิเสธที่จะนำพระดำริของพระองค์ไปปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคนต้องออกมาขจัดเสี้ยนหนาม ให้พระพุทธศาสนาทุกคนกำลังจับตาการประชุมมหาเถรฯในวันที่ 10 พ.ค.นี้ว่าจะมีพระเถระสักกี่รูปเห็นลาภสักการะเป็นสำคัญ ไม่ทำหน้าที่บินออกไปต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นชั้นสมเด็จหรือรองสมเด็จ เพื่อที่จะได้ไปกราบทูลต่อสมเด็จพระสังฆราชให้สั่งปลดออกจากกรรมการมหาเถรฯ เพราะถือว่าไม่เห็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ในสายตา

"หากยังยินดีอุ้มศพไชยบูลย์ต่อไป ก็ถือเป็นจุดเสื่อมหรือจุดจบของบุญเก่า ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการมหาเถรฯกันใหม่"

@ ถ้าไม่ชัดประชาชนลุกฮือ นายทวีวัฒน์ บุญทริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าหากวันที่ 10 พ.ค.ไม่มีความชัดเจนประชาชนจะลุกฮือแน่นอน จะถึงจุดเสื่อมของมหาเถรฯ อาจถึงขั้นเปลี่ยนแปลงองค์กรสงฆ์ ที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มีลักษณะแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่หากตัดสินตามลายพระหัตถ์จะยืดอายุองค์กรนี้ออกไป รวมถึงยืดอายุกรมการศาสนาด้วย และควรเปลี่ยนตัวผู้บริหารวัด นำพระเถระที่มีความรู้ในพระศาสนาเข้าไปบริหารแทน

นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.พุทธมณฑล กล่าวว่าตนรู้สึกอึดอัดใจเพราะพยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ถูกวิจารณ์อุ้มวัดพระธรรมกาย ขณะนี้สังคมพิพากษาไปแล้ววัดผิด

ช่วงระหว่างนี้นายอำนาจพยายามอธิบายการทำงานของกรมการศาสนา และอธิบดีที่ทำหน้าที่เพียงเลขาธิการของมหาเถรฯ ขั้นตอนการทำงานไม่ได้ล่าช้าเหมือนที่ว่ากัน ต้องทำตามกฎ ระเบียบ ส่วนกรณีลายพระหัตถ์ฉบับแรกขอยืนยันว่า ในการประชุมมหาเถรฯสมเด็จพระสังฆราชเข้าประชุมด้วย และส่างลายพระหัตถ์ให้สมเด็จพุฒาจารย์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ และเมื่อตรวจสอบปรากำว่าไม่มีตราสัญญลักษณ์ประจำองค์และไม่มีลายพระหัตถ์ลงพระนาม ส่วนฉบับที่ 2-4 กรมได้เฉพาะฉบับสำเนา ที่คนขับรถนำมาส่งให้ จากนั้นจึงมีหนังสือรับรองจากสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชภายหลัง

@ ธรรมกายชักธงเชียร์ บรรกาศช่วงนี้ได้มีคนแสดงความไม่พอใจและประท้วงนายอำนาจต่าง ๆ นา ๆ ว่า ชี้จแงไม่ตรงประเด็น รวมถึงต่อว่านายอำนาจที่กล่าวว่าลายพระหัตถ์ฉบับแรกไม่มีตราสัญญลักษณ์ และพระนามลงท้าย ถือว่าจาบจ้วงว่าเป็นของปลอมทั้งที่ได้รับจากพระหัตถ์เองโดยตรง พร้อมกับต่อว่าการทำงานของกรมการศาสนาที่มักเอาแต่กฎระเบียบมาอ้าง เพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามพระประสงค์ ซึ่งทำให้นายอำนาจมีสีหน้าเคร่งเครียดทันที และโต้กลับว่ารู้สึกอึดอัดใจที่เป็นจำเลยสังคม โดยที่กรมการศาสนาไม่มีโอกาสชี้แจง เพราะหากทำนอกประเด็นจะถูกอีกฝ่ายดจมตี จนผู้ดำเนินรายการต้องตัดบทเพื่อกันเหตุการณ์บานปลาย แต่ก็ไม่จบเรื่องเพราะในห้องประชุมมีฝ่ายสนับสนุนวัดพระธรรมกาย 3 คนได้พูดแสดงความเห็นด้วยกับการชี้แจงของนายอำนาจ

หลังการสัมมนาพระศรีปริยัติโมลีกล่าวถึงกรณีที่ธัมมชโยประกาศว่าจะยอมคืนที่ดิน ที่มีชื่อถือครองอยู่ให้เป็นชื่อของวัดพระธรรมกายในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งยังเป็นข้อข้องใจของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ว่าจะพ้นความผิดที่ได้ทำมาหรือไม่ว่า ทางมหาเถรสมาคมจะต้องสอบสวนด้วยว่าธัมมชโยยอมคืนที่ดิน ก่อนที่จะมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชออกมานั้นเป็นความจงใจหรือไม่ ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำเช่นนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะหากคืนที่ดินแล้วมหาเถรฯให้พ้นผิดประชาชนก็จะเกิดความแคลงใจ นอกจากนี้ยังต้องแยกแยะความผิดทางกฎหมายบ้านเมืองกรณีที่ดิน ออกจากกรณีความผิดทางพระธรรมวินัยด้วย เช่นที่ไม่ยอมคืนตอนแรกอาจจะพ้นผิดทางกฎหมายที่ดิน แต่ยังอาจจะต้องมีโทษทางพระธรรมวินัย เพราะถือเป็นการจงใจฉ้อโกงหรือไม่

ทางด้านพระมหาบุญถึง กล่าวว่า เรื่องมาถึงเวลานี้จะมาตัดสินคืนหรือไม่คืนที่ดินนั้นไม่ได้แล้ว หากมหาเถรฯบอกว่าคืนแล้วก็จบกันก็ไม่เป็นไร แต่มหาเถรฯต้องพิจารณาเรื่องพระธรรมวินัยด้วย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการอวดอุตริ การจาบจ้วงพระไตรปิฎก ซึ่งเท่านี้ก็เท่ากับผิดอย่างร้ายแรงและไม่มีทางแก้ไขได้อีกแล้ว อเต กิจฺฉา เท่ากับนายไชยบูลย์ขาดจากการเป็นพระมานานแล้ว