Make your own free website on Tripod.com

ที่ปรึกษา องค์การพุทธ ร้องให ้ชาวพุทธ ตามหาแมลงหวี่มาตอมหูช้าง อย่างมหาเถรสมาคม
เร่งจัดการธรรมกาย ขั้นเด็ดขาด อย่าปล่อยคน เป็นเอดส์เดินเพ่นพล่านแพร่เชื้อร้าย หมดสภาพ
ความเป็นพระ จากการอวดวิเศษไปแล้ว แต่ยังสอนสั่ง คนอยู่ได้ ไม่เีพียงทำสงฆ์แตกแยก
แต่ทำครอบครัวแพแตก พ่อ-แม่ต้องเสียลูก ผัวไปทางเ มียไปทาง ด้วยความ ลุ่มหลงบุญ

นางนิศา เชนะกุล อุบาสิกาอาวุโสและที่ปรึกษาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กล่าวว่า สถานการณ์ทาง พุทธศาสนา ในขณะนี้ เหมือนกับเกิดมะเร็งร้าย ขึ้นมาเกาะกิน ทั้งด้านพระธรรมและพระวินัย ที่เป็นเสาหลัก ของศาสนา โดยเฉพาะ กรณีธรรมกาย ยิ่งทำให้เห็นปัญหา ชัดเจนขึ้น เพราะองค์กร ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ปล่อยปละละเลย จนมีคนสงสัย และร้องขึ้นว่า น่าจะ มีการประพฤติผิด ถึงขั้นปาราชิก ต้องสึกออกจากศาสนาหรือยัง ซึ่งแท้ทีจริงแล้ว หลายคน ก็ไม่สงสัยอีกแล้ว เนื่องจากพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ไว้มีความแยบคายแล้ว ที่ไม่ต้องมีหลักฐาน ไปสืบเสาะ เหมือนกับคดีทางโลก ก็ต้องอาบัติได้ หากสภาวะ และมีองค์กรรมบทครบ เอาข้อเท็จจริง มาพิจารณา

"อย่างเรื่อง ปาราชิก ความจริงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องมีใครฟ้อง เพราะเขาหมด สภาวะความเป็นพระแล้ว ตั้งแต่การ อวดอุตริมนุสสธรรม เป็นต้นธาตุต้นธรรม เอาข้าว ไปถวายพระพุทธเจ้า แล้วยังไปทำพิธีกับแม่ชีอีก เวลานี้สงสัยว่า ถ้าจัดการ กับพระไชยบูลย์แล้ว มีใครนึกถึง แม่ชีบ้างจะทำอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะแม่ชีจันทร์ แต่ยังมีแม่ชีมากมาย จะมีสถาบันแม่ชีไทย ดูแลความประพฤติของแม่ชีต่าง ๆ หรือปล่อยให้เป็นอย่างนี้"

ดังนั้น ในแง่พระวินัย คนที่รู้ตัวว่าผิดหรือไม่ก็คือตัวของพระผู้นั้นเอง ที่จะต้องละอายและเกรงกลัวต่อบาป ขณะนี้เหมือนกับ สถาบันสงฆ์ ปล่อยให้ คนเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ แพร่เชื้อไปทั่ว และชาวบ้านต้องฟ้อง ว่า คนนี้ เป็นเอดส์แล้วต้องกักตัวไป

นางนิศา กล่าวอีกว่า ปัญหาการพิจารณาการละเมิดพระวินัยอยู่ที่การออกกฎนิคหกรรม ที่ไปนำกระบวนการ ทางโลก มาใช้ กับกระบวนการ ตัดสินทางพระ ประหนึ่งว่า พระวินัยของพระพุทธเจ้า บัญญัติไว้ไม่พอ ต้องเอาทางโลก มาพิสูจน์มาตัดสิน จึงทำให้เกิด ความยุ่งยากในการพิจารณา ทั้งๆที่แค่ นำเอาพระวินัย มาเทียบเคียง ตัดสิน ก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางด้าน พระธรรม ต้องยอมรับกัน ว่าพระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่ชาวพุทธเชื่อถือ และกรณีธรรมกาย ก็ชัดเจนแล้ว
เมื่อ พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) ออกมาเขียนหนังสือระบุชัดเจน ไม่ต้องอ้างมาสังคายนาพระไตรปิฎกอีกต่อไป

"ธรรมกาย บอกพระไตรปิฎกผิดหลายแห่งเรียกว่า เย้ยฟ้าท้าพระไตรปิฏก ทั้งที่พระไตรปิฎกคือตัวแทนพระพุทธเจ้า เวลานี้ สิ่งที่ต้องจัดการ คือทิฐิของคน อย่าง พระราชธรรมนิเทศ บอกหนังสือธรรมกายเป็นมรดกบาป ต้องเผาทิ้ง เพราะทิฐิ หรือความเห็นผิดเพี้ยน และคำสอนแรก ของพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาก็คือสอนเรื่องมรรค 8 และมรรคอันแรก คือทิฐิ สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ หรือทฤษฎีต้องถูก นอกจากนั้น เมื่อทรงสอนสาวกรูปสุดท้าย ก็สอน เรื่องมรรค หรือความเห็นชอบอีก"

นางนิศา กล่าวอีกว่า แม้จะมีความชัดทั้งเรื่องพระธรรม พระวินัย แต่ก็ไม่มีใครมาดูแล เหมือนกับนิทานยายกับตา
ปลูก ถั่วงา ให้หลานเฝ้า แล้วกามากินถั่วงา หลานวิ่งให้นายพรานช่วย นายพรานไม่ช่วย ไปให้หน ูช่วยกัด สายธนู
นายพราน เพื่อให้ นายพราน ไปยิงกา แต่หนูก็ไม่ช่วย,จากนั้นก็ไปหาแมวให้ไล่กัดหนู,ไปหาหมาให้ไล่กัดแมว,
ไปหาฆ้อนให้ไล่ตีหมา,ไปหาไฟให้เผาฆ้อน ,ไปหา น้ำให้ ดับไฟ ,ไปหา ตลิ่งให้ทับน้ำ,ไปหาช้างให้พังตลิ่ง ช้างก็ไม่ช่วย สุดท้ายก็ไปหาแมลงวี่ให้ตอมหูช้าง แมลงหวี่ตัวเล็กที่สุด ก็ยอม ช่วย ตอมหูช้าง จนในที่สุด ก็มีการช่วยเหลือกันเป็นทอด ๆ จนหลาน ก็ได้ถั่วงาคืนมาจากกา

สถานการณ์ ขณะนี้ คือชาวพุทธต้องหาแมลงวี่เพื่อให้ไปตอมหูช้าง เพื่อให้ช้างอย่างมหาเถรฯกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะปัญหาธรรมกาย เหมือนกับเขาพระสุเมรุ คนที่อยากแก้ปัญหาก็ลุกขึ้นมาคนแรกมาเอาจอบฟันก็เหนื่อยไป
มีคนที่ 2 และ 3ไปขุดกันเรื่อย ๆ ซึ่งต้องเหนื่อยกันไปเอง ทางแก้ต้องเอาระเบิดลง

ปัญหาธรรมกาย นางนิศากล่าวว่า ต้องสะสางให้ถึงที่สุด เพราะวัดพระธรรมกายประกาศแล้ว ถ้าชนะครั้งนี้ แล้วจะไม่แพ้ อีกต่อไป ธรรมกาย ไม่เพียงแต ่จะทำให้สงฆ์แตกกัน แต่ทำให้ชาวพุทธ แตกกันทั้งประเทศพ่อแม่เสียลูก สามีภรรยา แตกกัน ไม่พูดกันเพราะเรื่องธรรมกาย

แนวทาง การแก้ปัญหาธรรมกาย ที่มหาเถรฯมีมติ ตามข้อเสนอของพระพหรมโมลีนั้น นางนิศามั่นใจว่า ไม่สามารถ สะสางปัญหาได้ เพราะ การตั้งประเด็นปัญหา ผิดพลาด อาทิ การระบุว่าวัดพระธรรมกาย นั่งสมาธิแล้ว แค่ญาณ 2 จึงหลงนิมิต คิดว่าเป็นนิพพาน ต้องแก้ด้วยการเพิ่ม ด้านวิปัสสนาเข้าไป ซึ่งขอยืนยัน พระพรหมโมลีผิด เพราะ การได้ญาณ 2 ต้องมีการพิจารณา รูปนาม เป็นอารมณ์ คือเอาสติตั้งที่กาย ที่เวทนา จิต และธรรม ไม่ใช่เพ่งลูกแก้ว และการเพ่งลูกแก้วนี้จะไม่ได้ญาณ 2 อย่างแน่นอน เมื่อตั้งสมมติฐาน ผิด จะไปแก้ปัญหา ได้อย่างไร ทั้งเรื่อง การตั้งโรงเรียน พระอภิธรรมจะไปสอนอะไรได้

"อีกเรื่อง ที่มักยกกันเพื่อปฏิเสธไม่เชื่อพระไตรปิฏกก็คือการอ้างถึงหลักในกาลามสูตร ซึ่งเป็นพระสูตร ที่พระพุทธเจ้า สอนไว้อย่าเชื่อตามกัน เพราะเหตุผล 10 อย่าง ซึ่งมีการระบุไว้ด้วยว่า อย่าเชื่อตามตำรา เลยมีการอ้างว่า ไม่ต้องเชื่อ ตามพระไตรปิฎก เรื่องนี้ถ้าพิจารณาแล้ว การที่พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อตามตำรานั้นหมายถึงตำรา
ที่เคยเผยแพร่ ในสมัยพุทธกาล เช่นตำรา พระเวทย์ของฮินดู ไม่ใช่พระไตรปิฎก เพราะขณะนั้นยังไม่มีพระไตรปิฎกขึ้นมาเลย "

ขณะที่ มีกระแสความไม่พอใจ กับการตัดสินของ มส.เป็นชนวนเหตุทำให้เรื่องกรณีปัญหาวัดพระธรรมกายยังไม่จบ มีการเคลื่อนไหว และการแสดงความคิดเห็น,การชี้ประเด็นความผิดที่ชัดเจน จากฆารวาสและพระภิกษุสงฆทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึง สถาบัน ทางการศึกษา ของพระสงฆ์คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ที่เป็นกระบอกเสียง และเคลื่อนไหว แทนพี่น้องประชาชน มิได้นิ่งเฉย

ที่วัดอรัญญิกาวาส อำเภอเมืองชลบุรี ได้มีการบันทึกรายการตามหา..แก่นธรรม โดยมีพระเทพกิตติปัญญาคุณ แห่งจิตตภาวัน วิทยาลัย พระครูจิรวัฒนาทร เจ้าคณะอำเภอเมืองชลบุรี นายจำลอง เภกะนันทน์ รองประธานสภา อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี และนายจำนงค์ ทองประเสริฐ จากราชบัณฑิตสถาน ร่วมเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายสุเมธ โสฬศ การบันทึก รายการดำเนิน มาถึงกระทู้ถาม เรื่องของวัดพระธรรมกาย มีการโฆษณาชักชวน ให้ประชาชน เดินทางไป ดูปาฏิหาริ์ย ที่จะมีพญานาค ปรากฏให้เห็น ในวันที่ 22 เมษายนนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

เกี่ยวกับ เรื่องนี้ พระเทพกิตติปัญญาคุณ ให้ความเห็นว่า เรื่องปาฏิหาริ์ยถือเป็นเรื่องผิดกฏมหาเถรสมาคม ผิด พระธรรม วินัย และเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนำมาใส่ใจ เป็นเพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญ จะสรรเสริญ แต่ เฉพาะ เทศนา ปาฏิหาริ์ย การชักชวน ให้พุทธศาสนิกชน ไปดู อิทธิฤทธิ์เป็นเรื่องความเชื่อ ของเจ้าอาวาสว ัดพระธรรมกาย สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แก่นธรรม ไม่ก่อให้เกิดปัญญา ขอเพียงให้ ชาวพุทธทุกคนเชื่อธรรมะ เชื่อคำสอน ที่ถูกต้อง ของพระพุทธองค์ ก็พอแล้ว

"อาตมาว่า ถ้าปาฏิหาริ์ยมีจริงจะเป็นโทษกับคนที่ไปหลงงมงาย แทนที่จะเข้าถึงแก่นธรรมกลับไปติดอยู่แค่เปลือกนอก หากทำ ปาฏิหาริ์ยได้จริง จะไม่ขัดพระธรรมวินัย ไม่ต้องปาราชิก แต่ที่พระต้องปาราชิกก็เพราะไม่มีจริง เป็นการอวดอ้างว่า มีจริง จึงต้องปาราชิก"

ขณะเดียวกัน พระครูวัฒนาทรมองว่า ไม่เชื่อว่ามีปาฏิหาริ์ยจริงเพราะไม่เคยทำ และไม่อยากให ้ไปเชื่อเรื่อง เหลวไหลเช่นนี้ แต่ถ้ามีจริง ก็น่าเป็นประโยชน ์เพราะจะได้ทำให้คนที่ไม่เชื่อหันมาเชื่อได้ แต่ความเป็นจริง ไม่มีเรื่องเช่นว่านี้แน่นอน

ด้าน นายจำนงค์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศาสนาอื่นเข้าทำกัน การที่มีการโฆษณา ของวัดพระธรรมกาย เชิญชวนว่า จะมี ปาฏิหาริ์ย ก็น่าที่จะไปลองดูกับตาตัวเอง บางที่อาจมองเห็นเพราะถูกสะกดจิตหรือด้วยวิธีการอื่น เรื่องเช่นนี้ มีอยู่ว่า มีคน ที่
เห็นปาฏิหาริ์ย ในขณะที่ คนไม่เห็นจะถูกกล่าวหา ว่าเซ่อ หรือไม่ก็เป็นพวกไม่มีบุญจึงมองไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ตนจะเชื่อ ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ที่ติดใจมาก เป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสรู้ล่วงหน้า ว่าจะเกิด ปาฏิหาริ์ย ในวันนั้น ได้อย่างไร คล้ายกับ ต้องการให้คนหลงเชื่อ ว่าตนเอง เป็นผู้มีบุญมาเกดิ ตามที่มี การกล่าวอ้างมานานแล้ว

ขณะที่ นายจำลอง กล่าวเสริมว่า ตนเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมพระไชยบูรณ์ถึงรู้ล่วงหน้าได้ และจะเดินทาง มาพิสูจน ์ด้วย อีกคน อย่างไรก็ดีเข้าใจว่า เป็นวิธีการ หาคนเข้าวัด ทำบุญกับวัดพระธรรมกาย มากกว่า ที่จะมี ปาฏิหาริ์ย ให้ได้แลเห็นกัน