Make your own free website on Tripod.com

เดลินิวส์ 8/3/2542

เปิดโปงธัมมชโยฝันอยากมีธนาคาร

แฉ"ธัมมชโย"ฝันเฟื่องขนาดประกาศกับสาวกจะมีธนาคารพาณิชย์ไว้ในครอบครอง พบความสัมพันธ์กับ "เสี่ยสอง" เซียนหุ้นชื่อดังที่เคยไปร่วมกว้านซื้อที่ดินกับ "ชนัสถ์นันท์ สุขุมพาณิชย์" ที่เลยนับร้อยไร่มูลค่าหลายล้านไว้ในมือ สุดท้ายกลับโอนให้เจ้าอาวาสไปฟรี ๆ แถมมีพยานยืนยันพบเห็น "ธัมมชโย" ไปตรวจการซื้อ-ขายหุ้น ถึงสำนักงานเสี่ยสอง สุดท้าย "เสี่ยสอง-ชนัสถ์ นันท์" ถูกจับคดีปั่นหุ้นบีบีซี ก่อนศาลจะตัดสินไม่ผิด ส่วนบรรยากาศในวัดฉาวยังเหมือนเดิม คุมเข้มสื่อมวลชน พร้อมโอ้อวดอภินิหาริย์ ของวัดพระธรรมกายไม่หยุด แถมแจกใบสมัครทำบุญถวายภัตตาหารเช้าบรรพชิตเดือนละ 1 พันบาททุกเดือนตลอดชีวิตต่างหาก จากกรณีที่มีการติดตามความไม่ชอบมาพากลของวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะกรณีเครือข่ายธุรกิจและการถือครองที่ดินจำนวนมหาศาล 4,800 ไร่ ของพระไชยบูลย์ ธัมมชโย เจ้าอาวาส ซึ่งถือครองทั้งในนามของตัวเองและถือครองผ่านมูลนิธิธรรมกายนั้น

รายงานข่าวจากคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปและวัฒนธรรมแจ้งว่า เครือข่ายธุรกิจอีกสายที่เกี่ยวข้องกับ
วัดพระธรรมกาย ซึ่งคณะกรรมาธิการให้ความสนใจก็คือสายที่เกี่ยวข้องกับนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือเสี่ยสอง เซียนหุ้นชื่อดัง และนายสองยังเป็นพี่ชายของพระสมชาย ฐานวุฑโฒ หรือพระสมชาย วัชรศรีโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแผ่ศาสนาของวัดพระธรรมกายด้วย โดยข้อมูลของกรรมาธิการที่เคยได้รับก็คือเสี่ยสองเป็นคนที่พระไชยบูลย์ให้ความไว้ใจมาก ขนาดที่เคยกล่าวว่าเป็นลูกศิษย์รัก

ความเกี่ยวข้อง ของพระไชยบูลย์และนายสองนั้นด้านแรกก็เกี่ยวกับการซื้อที่ดิน ที่ อ.ภูเรือ จ.เลย จำนวนเนื้อที่ 283 ไร่ 16 ตารางวานั้น ได้ปรากฏชื่อของนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือเสี่ยสอง เป็นผู้เข้าไปเกี่ยวข้อง วิธีการครอบครองที่ดินของพระไชยบูลย์นั้น จะปรากฏภาพของศิษย์ใกล้ชิดเข้าไปซื้อที่ดินไว้ก่อน จากนั้นค่อยยกให้พระไชยบูลย์ในภายหลัง โดยสำหรับกรณีที่ จ.เลย ได้มีกลุ่มลูกศิษย์รวม 3 กลุ่มได้เข้าไปกว้านซื้อ

กลุ่มแรกคือนายสองร่วมกับนางสาวชนัสถ์นันท์ สุขุมพาณิชย์ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายสองอย่างมาก เพราะได้เข้าไปเล่นหุ้นกลุ่ม ร่วมกับนายสอง โดยนายสองและนางสาวชนัสถ์ นันท์เข้าไปซื้อที่ดินรวม 7 โฉนด เป็น นส.3 ก เลขที่ 722,726,727,862,894,895,977 รวม 7 แปลง เนื้อที่ 78 ไร่ 3 งาน 150 ตารางวา ในช่วงปี 2534-2535 จากนั้นยกให้พระไชยบูลย์เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2539 โดยราคาที่ดินทั้งหมดแสดงไว้ 1,807,650 บาท นอกจากนั้นนางสาวชนัสถ์นันท์ ยังเข้าไปซื้อที่ดินอีก 2 แปลง ด้วยตัวเอง เป็น นส.3 ก เลขที่ 730 และ 1750 รวม 11 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา เมื่อปี 2535 และมาโอนให้พระไชยบูลย์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2539 โดยราคาที่ดินดังกล่าวแสดงไว้ 250,000 บาท

กลุ่มที่สองเป็นการเข้าไปซื้อ โดยนายพิษณุ คล้ายทิม ลูกศิษย์วัดเช่นกัน โดยเข้าไปซื้อที่ดินในปี 2534 เป็น นส.3 ก เลขที่ 1300 จำนวน 46 ไร่ และมาโอนให้พระไชยบูลย์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2539 และราคาที่ดินประเมินไว้ว่าอยู่ระดับ 9.2 แสนบาท

กลุ่มที่ 3 เป็นการเข้าซื้อโดยนางวรรณ อุดมผล เมื่อปี 2536-2538 จำนวน 6 แปลง เป็น นส.3 ก เลขที่ 733, 734, 735, 1257, 402, 1388 รวมเนื้อที่ 74 ไร่ 195 ตารางวา จากนั้นโอนให้พระไชยบูลย์ในวันที่ 29 ธ.ค. 2540 ราคาประเมินทุนทรัพย์ 1,639,700 บาท

ที่ดินทั้งหมด 16 แปลงที่ศิษย์ทั้ง 3 กลุ่มซื้อมานั้น นายพิษณุจะเป็นผู้แทนในการดำเนินงานเกือบทั้งหมด รวมถึงหลังจากซื้อมาแล้วก็ได‰มี การรวมเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยลดเหลือแค่ 7 แปลงเท่านั้น และในที่ดินบริเวณเดียวกัน ยังพบหลักฐานการถือครองที่ดินของกัลยาณมิตรคนสำคัญของวัดพระธรรมกาย ไม่ต่ำกว่า 7 คน อาทิ คุณหญิงอุไรวรรณ หงษ์ประภาส, นายถวัลย์ศักดิ์ บุญสิริวัฒนกุล ขณะนี้บวชเป็นพระระดับในของวัด, นายพิษณุ และนางสงบ ปัญญาตรง

นอกจากความเกี่ยวข้องของนายสองในเรื่องที่ดินแล้ว คณะกรรมาธิการฯยังสนใจในเรื่องตลาดหุ้นด้วย โดยจากปากคำพยานหลายคนนั้น คณะกรรมาธิการฯพบว่า พระไชยบูลย์ต้องการมีธนาคารพาณิชย์
ไว้ในครอบครอง และพระไชยบูลย์เคยเดินทางไปตรวจดัชนีตลาดหุ้นและการสั่งซื้อขายหุ้น ณ ตึกราชเทวีทาวเวอร์ ย่านราชเทวี ถนนพญาไท ในช่วงที่นายสองกำลังรุ่งเรือง
หลังจากนั้นไม่นานนายสองถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาปั่นหุ้นธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) จำกัด (มหาชน)โดยถูกจับกุมร่วมกับนางสาวชนัสถŒนันท์กับพวกรวมทั้งหมด 11 คน แต่สุดท้ายศาลตัดสินแล้วว่าทั้งหมดไม่มีความผิด

นอกจากนี้รายงานข่าวแจ้งว่า ในรายงานการศึกษาเรื่องวัดพระธรรมกายของ ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พุทธศาสนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังกล่าวถึงการนำเงินของวัดไปลงทุนในตลาดหุ้นด้วยว่า ธุรกิจต่าง ๆของวัดพระธรรมกายล้วนแล้วแต่ต้องคาด
คะเนจากความใกล้ชิดของพระไชยบูลย์กับบุคคลต่าง ๆเช่นความใกล้ชิดของพระไชยบูลย์กับเซียน
ในวงการตลาดหุ้น โดยครอบครัวของเซียนคนนี้เป็นสมาชิกที่แข็งขันของวัด ทำให้เกิดการคาดคะเนถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลของวัดในตลาดหุ้นเป็นต้น

อย่างไรก็ตามอดีตศิษย์เก่าผู้ใกล้ชิดพระไชยบูลย์คนหนึ่งเปิดเผยว่า ไม่แน่ใจว่านายสองจะเกี่ยวพันกับพระไชยบูลย์ เพราะยุคนั้น มีบุคคลสำคัญที่เข้าไปเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายอีกผู้หนึ่งคือนายสุวิทย์ มหาแถลง หรือเรียกว่าเสี่ยพะ โดยเสี่ยพะจะมีบทบาทสำคัญและมีบทบาทในธุรกิจหลาย ๆ อย่างซึ่งวัดเข้าไปเกี่ยวพัน อาทิน้ำมัน, ที่ดิน และเสี่ยพะเข้าไปซื้อหุ้นธนาคารมหานครจนถึงขั้นจะเป็นเจ้าของธนาคารได้ และช่วงดังกล่าวนายสองเข้าไปอยู่กับเสี่ยพะ แต่เสี่ยพะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้คนที่เข้าไปช่วยเสี่ยพะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านไหน ต่างก็ได้ประสบการณ์และ
วิชาไปเกือบหมด นอกจากนั้นที่ยังเป็นปริศนาก็คือเสี่ยพะจะมีกระเป๋าเงินสด ๆ เป็นเงินจำนวนมหาศาลถือเตรียมไว้เสมอ แต่หลังจากที่เสี่ยพะเสียชีวิตก็ไม่มีใครรู้ว่ากระเป๋า
เงินนั้นหายไปไหน

สำหรับบรรยากาศในวัดพระธรรมกายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทยอยมาปฏิบัติธรรมที่สภาธรรม กายสากลราว 4,000 คน โดยทางวัดก็ยังประกาศเชิญชวนให้สร้างพระธรรมกายประจำตัวร่วมทำบุญในกองทุนต่าง ๆ ตั้งแต่ทำบุญไว้ถวายภัตตาหาร เป็นสังฆทาน ทำบุญไว้จัดอุปสมบทหมู่ธรรมทายาท และโครงการอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังพยายามตอกย้ำในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ของพระมหาสิริราชธาตุว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์และมีอภินิหารมากอย่างไรด้วย

นอกจากนี้ทางวัดยังได้แจกหนังสือชื่อว่า จดหมายช่างสหธรรมิก ซึ่งมีความหนา 12 หน้า ภายในเล่มบรรยายสรรพคุณและผลงานที่ทางวัดได้กระทำไว้ รวมทั้งเผยแพร่บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่ให้การสนับสนุนในโครงการอุบาสกแก้วที่ผ่านมาอาทิ พล.อ.ท.วัชรวุธ ลวเปารยะ หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการบริษัทแลนด์ แอนดŒ เฮ‰าส์ นายวัลลภ เจียรวนนท์ กรรมการ บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายมานิต รัตนสุวรรณ นักการตลาด นายพิสิษฐ์ นิ่งน้อย ผู้พิพากษาหัว หน้าศาลประจำกระทรวงยุติธรรม ช่วยราชการศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

ในหนังสือฉบับเดียวกันยังมีแผ่นใบปลิวอีกหลายชนิด เช่นเอกสารชี้แจงฉบับที่ 1 ของวัดพระธรรมกาย ที่ชี้แจงเรื่องกรีนการ์ดของเจ้า อาวาส เอกสารการจัดอบรมโครงการพิเศษ "การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตามแนวทางทฤษฎีทรีซาวน์ ซึ่งเป็นทฤษฎีโดยเฉพาะ ของกัลยาณมิตรและผู้ประกาศธรรม ซึ่ง ได้รับการค้นคว้าวิจัยโดย ร.อ.ศ.ดร.จิตรจำนงค์ สุภาพ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันการพูดแบบการทูต เป็นทฤษฎ ีที่ใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย ์ได้อย่างสมบูรณ์และสอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 8 ด้วย รวมทั้งมีใบปลิวเชิญชวนให้ผู้ปฏิบัติธรรมสมัครเป็นสมาชิก "บุญเศรษฐีถาวร" เพื่อเป็นเจ้าของบุญถวายภัตตาหารมื้อเช้าแด่พระภิกษุสามเณร โดยเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท ทุกเดือนตลอดชีวิตแนบมาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการเข้าไปทำข่าวของสื่อมวลชนนั้น ทางวัดพระธรรมกายยังคงไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าไปทำข่าวเช่นเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่ของวัดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รวมทั้งอาสาสมัครมาเข้มงวดตรวจตราโดยตลอด มีการนำวิดีโอเทปมาบันทึกภาพ และมีกล้องทีวีวงจรปิดมาติดตั้งตลอดเส้นทาง ส่วนภายในนั้นก็มีการระดมอาสาสมัคร มาสอนวิธีการใช้วิทยุสื่อสาร โดยมีผู้ให้ความสนใจราว 150 คน ทั้งชายและหญิง ซึ่งคนเหล่านี้จะได้ค่าตอบแทนเดือนละ 2,000-3,000 บาท ทางวัดจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าอาหารและค่าเครื่องใช้ให้ด้วย ต่อมาเวลา 09.33 น. พระราชภาวนา วิสุทธิ์ (ธัมมชโย) ได้เดินทางมายังบริเวณสภาธรรมกายสากล ด้วยรถยนต์ยี่ห้อ เลกซัส สีทอง หมายเลขทะเบียน พห 6672 กรุงเทพมหานคร โดยมีเจ้าหน้าที่คุ้มกันประมาณ 10 คน จากนั้นก็ได้ขึ้นนั่งเป็นประธานการปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งกล่าวนำให้ผู้มาปฏิบัติธรรมสวดมนต์ขอขมาลาโทษพระรัตนตรัย จากนั้นก็เทศน์สอนผู้มาปฏิบัติธรรมตามปกติ

จากนั้นในเวลา 10.55 น. พระภาวนาวิริยคุณ (ทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ขึ้นแสดงธรรมเทศนา ช่วงหนึ่งของการเทศนา ธรรมนั้น พระทัตตชีโวกล่าวว่า การสมัครสอบธรรมะศึกษาของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นที่ยอม รับของวัดโดยทั่วไป พระธัมมชโยได้พยายามเคี่ยวเข็ญในเรื่องนี้เป็นอย่างมากซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ และในวันที่ 22 เม.ย.นี้ พระธัมมชโยก็ตั้งใจที่จะส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้อยู่ในภาวะที่ขาดแคลนจึงตั้งกองทุนการศึกษา

"วันที่ 22 เม.ย. จะมีพระเณรมาตอบปัญหาธรรมะกัน 100,000 รูป หลวงพ่อธัมมชโยขอเชิญพวกเรามาเลี้ยงพระเณรเหล่านี้ ก็ขอเชิญร่วมตั้งกองทุนการศึกษากองละ 500 บาท ขอ บอกให้ทราบทั่วกันว่า ในสัปดาห์หน้ามหาเถรสมาคมจะตัดสินเรื่องของวัดพระธรรมกายและมีคำวินิจฉัยออกมา ก็ขอฝากไว้ตรงนี้พระที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นประผู้ใหญ่ที่ ปฏิบัติธรรมาตลอดชีวิตนั้นยังไม่พอ ยังขวนขวายดูแลกิจการสงฆ์ด้วยความเมตตากรุณา หลวงพ่อมั่นใจว่าคำวินิจฉัยที่มีออกมานั้นวัดพระธรรมกายบริสุทธิ์ แต่จะตัดสินออกมาอย่างไรวัดพระธรรมกายต้องยอมรับ ขอให้ทุกคนปฏิบัติธรรมกันต่อไป"

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้มีจิตศรัทธาต้องการที่จะบริจาคสร้างพระธรรมกายประจำตัว แต่ปรากฏว่าเมื่อแสดงความจำนงที่จะบริจาคทางเจ้าหน้าที่กลับบอกว่าขณะนี้มีราคา 15,000 บาท ต่อองค์แล้ว ทำให้เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็เคยมีสร้างไว้แล้ว 2 องค์ และเชื่อมั่นในคำสอนของเจ้า อาวาสมาตลอด แต่เมื่อมีการขึ้นราคาเช่นนี้จึงตัดสินใจไม่บริจาคสร้างต่อไป พร้อมกับบ่นพึมพำด้วยความโมโหด้วย

นายสุชาติ กอไพศาล วิทยากรประจำธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า วัดพระธรรมกยคงพยายามต่อสู้ถึงที่สุด ในการรักษาเรื่องหลักธรรมนิพพานเป็นอัตตาในแนวที่สอนอยู่ เพราะต้องการรักษาขุมทรัพย์ของเขาที่ทำมากว่า 20 ปีแล้ว ตอนนี้พระธัมมชโยจึงมีทิฐิมานะลงจากหลังเสือไม่ได้ ขณะนี้กลุ่มธุรกิจที่อยู่ใกล้ชิดก็เริ่มที่จะวงแตกออกมาแล้ว 50% ดังนั้นถ้ามหาเถรสมาคมตัดสินว่าวัดพระธรรมกายผิด ประชาชนก็จะเสื่อมศรัทธาและก็จะมีสภาพเหมือนบริษัทที่ล้มละลาย ตอนนี้เขาคงวิตกเขานิ่งแต่จิตใจเขาคงไม่นิ่งเป็นห่วง 5,000 ล้านบาท ที่ต้องหามาสร้างเจดีย์ ก็รู้สึกเห็นใจจึงขอให้เจ้า อาวาสยอมละและปล่อยวางลงบ้าง เชื่อว่าสังคมจะอ้าแขนรับ

นายสุชาติกล่าวด้วยว่า วัดพระธรรมกายจะล้มไปเองเพราะศรัทธาคนลดลงเหลือไม่ถึง 50% ประกอบกับธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ต้องประสบปัญหาตามภาวะเศรษฐกิจเช่นที่ดินคงจะขายไม่ได้ ถ้าต้องปาราชิกและสึกออกไป
ก็คงไปซื้อนิกายอื่น แต่คงคิดหนักเพราะผู้ศรัทธาที่เหลืออยู่อาจจะยอมรับไม่ได้เมื่อเปลี่ยนนิกาย และหากจะสึกไปตั้งสำนักสงฆ์ใหม่ก็ต้องเลิกแต่งกายคล้ายสงฆ์ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย

"หลังจากที่ผมได้แสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ ก็ปรากฏว่ามีผู้หวังดีโทรศัพท์มาที่บ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าโทรศัพท์มาข่มขู่หรือตักเตือน เขาบอกว่าสุขภาพผมไม่ค่อยดีควรจะอยู่เฉย ๆ ดีกว่า".