Make your own free website on Tripod.com

เดลินิวส์ 5/3/2542

อาคมพร้อมแจ้งความ ดำเนินคดี 'ธรรมกาย' หลอกลวง
ประชาชน

อาคม"ประกาศพร้อมเป็นเจ้าทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกับวัดธรรมกายทั้งเรื่องฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน หากผลตัดสินของเจ้าคณะภาค 1 หลุดประเด็นสำคัญ ปัญหาวัดฉาวลามเข้าสภาฯ ตั้งกระทู้สดถามจะจัดการอย่างไรรวมถึงการจับมือระเบิดบ้าน"เสฐียรพงษ์" งานนี้ "ชวน"ตอบเองมั่นใจเกี่ยวพันการวิจารณ์วัดส่งผบช.น.ลงลุย "ประชา พรหมนอก"ิบุกพบราชบัณฑิต สืบหาข้อมูลลึก พระน้องชายแม่ชีจันทร์ยืนยันไม่เชื่อพี่สาวมีอิทธิฤทธิ์ขนาดปัดระเบิดปรมาณูรวมถึงการลงนรกไปช่วยพ่อ แถมว่าธัมมชโยใช้ชื่อแม่ชีดูดบุญ

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการกล่าวถึงปัญหาวัดพระธรรมกายว่าในอนาคตยังไม่รู้ว่าจะแยกนิกายออกไปหรือไม่ แต่ขณะนี้คงต้องทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้องเสียก่อนตามแนวทางที่พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 และไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับวัด รวมถึงการที่จะมีการเสนอให้เปลี่ยนเจ้าอาวาสวัดโดยให้พระรูปอื่นเป็นแทนพระไชยบูลย์ ธัมมชโย ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะพระไชยบูลย์เป็นผู้ก่อตั้งวัดมา 20 ปีแล้ว

เมื่อมีข้อยุติปัญหาวัดพระธรรมกายคงไม่กระเทือนต่อคนที่ต้องการไปทำบุญ แต่การเรี่ยไรนั้น
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำได้พูดกับนายสุวัฒน์ เงินฉ่ำ ประธาน
คณะกรรมการรวบรวมข้อมูล กรณีวัดพระธรรมกายของกระทรวงศึกษาธิการว่าการทำบุญจะ
ไปกะเกณฑ์ไม่ได้ ต้องเป็นไปตามศรัทธา
หากวัดต้องการสร้างความโปร่งใสก็ควรให้มูลนิธิออกมา
ชี้แจงรายรับรายจ่ายของวัดให้ชัดเจน โดยเฉพาะที่ดินควรโอนให้เป็นของวัดหรือของมูลนิธิ ในอนาคตหากวัดพระพระธรรมกายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของชาวไทยและชาวต่างประเทศก็ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กติกาของมหาเถรสมาคมจะกำหนด

นายอาคมกล่าวอีกว่ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมจะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ
วัดพระธรรมกายทุกข้อกล่าวหาทั้งเรื่องหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน แต่ต้องรอให้พระพรหมโมลีตัดสินออกมาก่อน ว่าจะให้เปลี่ยนแปลงไปในทางใดและ
มีประเด็นที่ตกค้างก็จะเป็นเจ้าทุกข์ให้ อย่างไรก็ตามในเรื่องการหลอกลวงและ
ฉ้อโกงนั้นก็มีบุคคลไปร้องทุกข์อยู่แล้ว

ในวันเดียวกัน เวลา 14.05 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการตั้งกระทู้ถาม
สดร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.ศรีษะเกษ พรรคความหวังใหม่ ถามนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะที่
หวั่นวิตกเป็นพิเศษเกี่ยวกับการลอบวางระเบิดเพลิงบ้านนายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ซึ่งนายเสฐียรพงษ์เป็นคนแสดงความเห็นเพื่อปกป้องพระศาสนา และอยากถามว่ารัฐบาล
ประมวลสถานการณ์ที่แท้จริงเกิดจากสาเหตุใด

นายชวน ลุกขึ้นมาชี้แจงว่จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ ทราบสาเหตุโดยโดยเบื้องต้นมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ และมุ่งประเด็นอื่นซึ่งเป็นคดีที่นายเสฐียรพงษ์ฟ้องร้องอยู่ ส่วนสาเหตุจะเป็นเรื่องใดไม่ขอพูดเพราะจะทำให้เสียรูปคดี ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่สืบสวน อย่างไรก็ตามตนพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับนายเสฐียรพงษ์เพราะต้องการรู้สาเหตุที่แน่ชัด รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มครองดูแลคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ร.ท.กุเทพถามกระทู้ต่อว่ารัฐบาลไม่ใช่ภาวะการเป็นผู้นำในการป้องกันการข่มขู่พระเถระ หรือการใช้พระไตรปิฎกมาป้องกันกลุ่มลูกศิษย์ที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของตัวเอง ที่ผ่านมาเมื่อเกิดปัญหาทางสงฆ์รัฐมนตรีที่รับผิดชอบไม่ได้ลงไปศึกษาอย่างแท้จริง จึงอยากถามว่ารัฐบาลมีข้อมูลอะไรมากกว่าที่สื่อมวลชนเสนอหรือไม่

นายชวนกล่าวเรื่องนี้ว่า ต้องแยกประเด็นการข่มขู่จากเรื่องที่ถูกกล่าวหา โดยเรื่องการกล่าวหา จะต้องให้มหาเถรสมาคมพิจารณาตัดสิน ตามกฎหมายและพระไตรปิฎก ซึ่งต้องวินิจฉัยให้รอบคอบ
เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ควรนำข้อมูลหรือข้อสรุปของใครมาตัดสิน เท่าที่ราบรายงานของกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ
ส่งเรื่องไปให้มหาเถรสมาคมเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ16.00 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ไปให้กำลังใจ นายเสฐียรพงษ์ โดยนายเสฐียรพงษ์ เปิดเผยว่าพล.ต.อ.ประชามาพบนั้นมาสอบถามด้วยความห่วงใย มาให้กำลังใจว่า ตำรวจได้พยายามกันอย่างเต็มที่ มาเพื่อให้ความอบอุ่นใจ ว่ากำลังดำเนินคดีอย่างรีบเร่ง โดยสั่งการลงไปให้หลายฝ่ายช่วยกัน รวมทั้งนายกฯกกำชับมาเป็นพิเศษด้วย

"ก่อนหน้านี้นายกชวนโทร.มานั้นก็สอบถามด้วยความเป็นห่วง และบอกว่าพอทราบข่าวก็ตกใจมาก โทร.มาสอบถามว่าเป็นอย่างไร ผมก็เล่าให้ฟังตามความเป็นจริง นายกฯชวนก็บอกว่าได้สั่งการให้พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบช.น.ประสานงานต่าง ๆให้แล้ว พูดเสร็จนายกฯชวนก็หัวเราะว่าไม่รู้ว่าสั่งถูกหรือเปล่า เพราะว่าเขตของบ้านผมอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภาค 1"

พระครูศิริชัยหรือหลวงตาอ่อน ขนนกยูง วัดกลางบางแก้ว นครปฐม อายุ 77 ปี มีศักดิ์เป็นน้องชายแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง แห่งวัดพระธรรมกายกล่าวว่าอาตมาเป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้อง 6 คน ลูกจันทร์หรือแม่ชีจันทร์เป็นลูกคนที่ 4 ต่อจากนางเจ๊าะ, นางระ, นายวัน ส่วนตัวไม่สนิทกันนักเพราะอายุห่างกันมาก ประกอบกับเป็นเด็กก็อาศัยวัดที่นี่มาตลอด จนถึงอายุครบ 17 ปี แล้วก็กลับไปอยู่บ้าน ช่วงนั้นแม่ชีจันทร์ไปกรุงเทพฯแล้ว ไปทำงานเป็นคนรับใช้บ้านเศรษฐี และไปรู้จักแมีชีทองสุก จนพาเข้าวัดปากน้ำ

"อาตมาก็ทำนาที่บ้าน 3-4 ปี แล้วจึงกลับมาบวชอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ที่ไม่ได้ไปอยู่วัดพระธรรมกายเพราะไม่สนิทกัน แต่ก็มีโทรศัพท์ไปหาพี่จันทร์แต่ไม่ค่อยได้คุย เพราะจะมีพระหรือคนดูแลมารับสายแทน แต่ก่อนหน้านี้เคยเช่ารถไปหา ขออนุญาตเข้าไปพบถ้าไม่ให้ก็ไม่ได้พบ ถ้าได้พบพี่จันทร์จะให้ค่ารถกลับมา 500 บาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ก่อนเข้าพรรษา มีกรรมการวัดคนหนึ่งในนครปฐมพาไป เพื่อให้พบแม่ชีจันทร์ อาตมาก็ได้พบคนเดียว พี่จันทร์วาสนาดี มีบ้านอยู่ในวัด ชั้นเดียว มีหญิงสาว 3-4 คน คอยดูแล มีรถเก๋ง 1 คัน มีคนขับ มีหมอประจำตัว พี่จันทร์มีปัญญาดีถึงได้ธรรมกาย ที่วัดปากน้ำได้กัน มีคนเล่าให้ฟังว่า เงินที่คนมาทอดกฐินเป็นล้าน ๆ พี่จันทร์เอาไปซื้อที่ดินสร้างวัดธรรมกายหมด ที่ผ่านมาไม่เคยส่งเงินให้กับทางบ้านเลย"

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ดินทั้งหมดใส่ชื่อพระไชยบูลย์ เหมือนกับใช้แม่ชีจันทร์หาเงินหรือไม่ หลวงพ่ออ่อนว่าคงอย่างนั้น ที่ผ่านมามีคนเข้าไปหาแม่ชีจันทร์แล้วให้ตบหัวออกมาก็ทำมาหากินร่ำรวย ส่วนเรื่องปาฏิหารย์ไปปัดระเบิดได้ อาตมาไม่ค่อยเชื่อ จะไปปัดได้อย่างไร ระเบิดลงตรงไหนก็ลงตรงนั้น
เขาลงหนังสือกันไป เพื่อให้คนเอาเงินมาบริจาค และเรื่องแม่ชีจันทร์เอาบุญลงช่วยพ่อจากนรกไม่เชื่อเท่าไหร่ บุญใครเป็นของคนนั้น แต่พ่อคงตกนรกจริงเพราะกินเหล้า ทะเลาะกับแม่ การที่จะเอาบุญไปช่วยเพื่อขึ้นสวรรค์คงพูดไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็น ไม่ค่อยเชื่อ แต่พ่อไม่เคยแช่งว่าถ้าใครโกหกจะหูหนวก ตาบอด เหมือนกับที่มีอยู่ในหนังสือประวัติแม่ชีจันทร์

"อย่างไรก็ตามล่าสุดกรรมการวัดคนนั้นเล่าให้ฟังว่าอาการแม่ชีจันทร์ดีขึ้นแล้ว ตอนไปพบล่าสุดก่อน
ออกพรรษาไม่ได้คุยอะไรกัน อาตมาพูดคนเดียว แม่ชีจันทร์พยักหน้ายิ้ม ๆ พอถามว่าจำได้หรือไม่ก็จำได้
นอนอยู่บนเตียง และงานศพพี่น้องที่ตายพี่จันทร์ก็ไม่ได้มาเลย"

นายชั้น น้อยสืบสาย วัย 76 ปี สามีนางเลื่อน มีศักดิ์เป็นน้องเขยแม่ชีจันทร์ อยู่บ้าน 37 หมู่ 4 ต.สำประทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านบิดา-มารดาของแม่ชีจันทร์ กล่าวว่าแม่ชีจันทร์เคยมาที่บ้านหลายครั้งตอนแข็งแรง โดยมาพร้อมกับแม่ชีทองสุก แล้วก็นั่งวิปัสนาในห้อง ชาวบ้านแถวหนี้ก็ศรัทธา ให้นั่งทางในช่วยพ่อแม่ขึ้นจากนรกให้ ส่วนตัวก็เคยให้ช่วยพ่อแม่ของตนเหมือนกัน และภรรยาที่ตายไปชีจันทร์บอกว่าอยู่บนสวรรค์แล้ว มาระยะ 5-6 ปี แล้วแม่ชีจันทร์ไม่ได้มาเลย งานศพพี่น้องก็ให้คนไปตามก็บอกว่าไม่อยู่ไปธุระ มีแม่ชีเอาเงินมาช่วย 200 บาท ตนเคยไปหาที่วัดพระธรรมกายแต่เจ้าหน้าที่หาว่าตนเมาเหล้า ก็บอกว่ากินทุกวันอย่แล้ว จะเอาเงินมาทำบุญแต่ให้สารวัตรทหารพาตัวออกจากวัดจึงได้แค่เอาเงินใส่กล่องบริจาค

นายแพทย์เกษม อารยางกูร พี่ชายพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) เปิดเผยว่าตนไปเยี่ยมพระธรรมปิฎก หลังจากมีข่าวความรุนแรงของวัดพระธรรมกายเพราะเป็นห่วง จะคอยไปเยี่ยมเสมอ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ พี่น้องก็โทรมาจากสุพรรณบุรีเป็นห่วงท่าน เลยอธิบายไปว่าไม่น่ามีปัญหาแต่ก็ไม่ได้ประมาท เมื่อตำรวจเข้าไปดูแลให้ ก็อุ่นใจ สุขภาพพระธรรมปิฎกใช้ได้ ร่างกายปรับตัวดี แต่งานที่ต้องเขียนมีอีกมาก ก็ทำให้ผักผ่อนน้อย ทำงานเกินเวลาเสมอ ต้องคอยเตือน แต่คงไม่ไปห้ามไม่ให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัดพระธรรมกายเพราะท่านบอก ไม่ได้ว่าใคร ท่านเขียนไปตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ได้ต้องการอะไรเพียงแต่ต้องการทำงาน