Make your own free website on Tripod.com
กรุงเทพธุรกิจฉบับ วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2541

ขีดเส้นตาย'มหาเถระ'2สัปดาห์

-อาคมสั่งต้องชี้ชะตาวัดพระธรรมกาย -พระพยอมดักคอสัมพันธ์ลึก-สอบเหลว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำกับดูแลกรมการศาสนา ยังไม่กล้าที่จะยืนยันว่ากิจกรรมของวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะการขึ้นป้ายโฆษณาเชิญชวนให้ทำบุญแลกกับพระนั้น ทำให้ศาสนาเสื่อมหรือไม่ โดยขอเวลา 2 สัปดาห์ รอการชี้ขาดของมหาเถรสมาคม

แต่พระพยอม กัลยาโณ ยังไม่มั่นใจว่า การทำหน้าที่ของมหาเถรสมาคม จะเที่ยงตรงเคร่งครัดหรือไม่ เพราะวัดพระธรรมกาย อ้างว่ามหาเถรสมาคมให้การสนับสนุนอยู่ พร้อมแฉเจ้าลัทธิธรรมกายผุดรีสอร์ทหรูที่ภาคเหนือ ท่ามกลางผู้เลื่อมใสในวัดพระธรรมกาย ยังคงเดินทางไปปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่า การทำบุญมาก ย่อมได้บุญมาก และไม่ยี่หระต่อข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็มีเรื่องทำนองนี้

"กรมการศาสนาคงจะไปสั่งให้หยุดดำเนินการขณะนี้คงไม่ได้ เพราะวัดเป็นนิติบุคคล และขณะนี้วัดไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ยังบอกไม่ได้ว่าทำให้ศาสนาเสื่อม ถ้าเราไปใช้การตัดสินใจด้วยตัวเอง จะทำให้วัดกระทบกระเทือน" นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ กล่าวเมื่อวานนี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติถึงการเข้าไปดำเนินการของกรมการศาสนา ซึ่งเขากำกับดูแลอยู่

รมช.ศึกษาธิการ ระบุว่า สิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ ก็คือ ขอเวลา 2 สัปดาห์ ให้มหาเถรสมาคมได้ชี้ ซึ่งมหาเถรสมาคมต้องพูด ถ้าไม่พูด จะให้ใครพูด หลังจากที่ชี้แล้ว จะต้องดูว่า ถ้าชี้ว่าไม่ถูก กรมการศาสนาจะต้องแก้ไข ซึ่งมีหลายวิธี ยกตัวอย่างที่วัดสนามจันทร์ก็ยุติได้ ส่งให้แก้ไขก็จบ

อย่างไรก็ดี นายอาคมกล่าวว่า จากการให้เหตุผลของพระภาวนาวิริยคุณ หรือ หลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นั้น ทางวัดก็มีเหตุผลของวัด แต่เขาก็มีหน้าที่ประสานกับกรมการศาสนา รวบรวมเอกสารต่างๆ เพื่อนำเสนอมหาเถรสมาคม เพราะเรื่องนี้ กรมการศาสนาตัดสินไม่ได้ ว่าสิ่งที่วัดพระธรรมกายดำเนินกิจกรรมนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของวิธีการเผยแผ่

"กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าขัดหลักศาสนา เราก็พูดไม่ได้ ต้องให้มหาเถรสมาคมพูด" นายอาคมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการสงสัย จะให้หยุดดำเนินการก่อนหรือไม่ นายอาคมกล่าวว่า ใช่ มีหลายประเด็นที่คนอยากให้ยุติ ตอนที่เดินทางไปก็ขอให้วัดเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง คือ 1.เรื่งอภินิหาร ขอให้หยุดพูดเพราะพิสูจน์ไม่ได้ 2.เรื่องการโฆษณา ให้คนมาทำบุญด้วยพระประจำกาย องค์ละ 1-2 หมื่นบาท ซึ่งวัดก็อ้างว่าเป็นเรื่องของลูกศิษย์ เราก็เชื่อที่หลวงพ่อพูด แต่ขอร้องให้เปลี่ยนเป็นการโฆษณาเชิญชวนให้คนมาวัด มาทำบุญ มานั่งวิปัสสนาจะดีกว่า

"ส่วนที่วัดยังมีท่าทีแข็งกร้าว ตอนที่ผมเดินทางไปก็เห็น ส่วนใหญ่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมและลูกศิษย์มากกว่า ที่ไม่พอใจการเข้าไปตรวจสอบของสื่อมวลชนและผม แต่ผมก็ได้บอกกับเจ้าอาวาสแล้วว่า เป็นภาระหน้าที่ที่ดูแลกรมการศาสนา และกรมการศาสนาก็มีหน้าที่สนับสนุนพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เรามาด้วยเจตนาดี และรู้ว่าวัดพระธรรมกายที่ตั้งมา 30 ปี ย่อมมีส่วนดีมากกว่าในส่วนไม่ดี ไม่เช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนเป็นล้านจะบริจาคเงินเป็นพันล้านให้วัด ซึ่งขยายเนื้อที่ถึง 2,500 ไร่ จึงต้องยอมรับในข้อเท็จจริง ส่วนดีจะต้องมากกว่าในส่วนไม่ดี และส่วนที่ไม่ดี คนวิจารณ์ ก็เป็นสิ่งที่วัดจะต้องสร้างความกระจ่าง"

เมื่อถามกรณีทางพระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว มองว่าเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง นายอาคมกล่าวว่า จะให้คนเห็นเหมือนกันทุกคนคงเป็นไปไม่ได้

ทางด้านพระพยอม กัลยาโณ ได้เรียกร้องให้วัดพระธรรมกาย หยุดการอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ในการเผยแผ่ และการเรียกร้องเงินบริจาคจากประชาชนอีกครั้ง แต่ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเข้าตรวจสอบของมหาเถรสมาคม

ทั้งนี้ พระพยอมยอมรับว่าในส่วนของมหาเถรสมาคม คงรู้สึกลำบากใจในการเข้าไปตรวจสอบ เพราะทางวัดพระธรรมกายก็อ้างว่า มหาเถรสมาคมสนับสนุนอยู่ และหากเข้าไปดำเนินการอะไรทันทีทันใด ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการหักหาญน้ำใจกันได้ เพราะที่ผ่านมาก็เคยร่วมงานกันอยู่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ประชาชนก็อึดอัดใจ

"ถ้าวัดพระธรรมกายแน่จริง รักประชาชนจริง ไม่อยากให้ประชาชนมีทุกข์ ก็ให้หยุดการดาวน์บุญ คนเขาจะทำแค่ไหนก็แค่นั้น ให้ประกาศยกเลิก เอาตามมีตามได้ อยากฝากว่าวัดพระธรรมกายควรจะไม่ใช้ในเรื่องปาฏิหาริย์ อิทธิฤทธิ์ บุญบันดาลมาอวดอ้างอีก ที่ผ่านมาทางวัดมีลักษณะในการข่มขู่ เช่นบอกหากไม่สร้างเจดีย์โลกจะแตก แต่ถ้ายังงก ก็คงไม่หยุด" พระพยอมกล่าว

ก่อนหน้านี้วัดพระธรรมกายได้ออกเผยแผ่ธรรมะพร้อมทั้งชักจูงให้ประชาชนมาร่วมทำบุญด้วยการโฆษณาถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ รวมถึงรับบริจาคเงินของญาติโยมเพื่อทำบุญสร้างวัตถุมงคลต่างๆ เช่น สร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระธรรมกายประจำตัว เป็นต้น

ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว กล่าวว่า วัดพระธรรมกาย ควรเข้าใจสภาพเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศชาติในขณะนี้ ควรจะต้องรู้กาลเทศะ โครงการใหญ่ๆ ที่ไม่จำเป็นก็ควรหยุดการก่อสร้างเอาไว้ เพราะแม้แต่รัฐบาลในขณะนี้ ยังต้องหยุดโครงการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นลง ดังนั้น วัดพระธรรมกายควรคิดถึงประชาชนมากกว่าจะคิดถึงวัตถุ

พระพยอมกล่าวว่า ได้เดินทางไปภาคเหนือมา และทราบมาว่าเจ้าลัทธิธรรมกาย ได้ไปสร้างรีสอร์ทแห่งใหม่ ที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยตบแต่งวัสดุชั้นดีราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่เลื่อมใสในวัดพระธรรมกาย ซึ่งแต่งกายชุดขาวล้วน ยังคงเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะมีข่าว เกี่ยวกับกิจกรรมของวัดที่ล่อแหลมต่อการถูกติเตียนจากบุคคลภายนอกก็ตาม

นายปรีชา จงมั่นสถาพร อาชีพนักธุรกิจ ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติธรรม ยืนยันว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในการปฏิบัติธรรม มุ่งเจตนาเพื่อให้จิตใจสงบ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา วัดพระธรรมกายถูกโจมตีในเรื่องการเปิดให้ทำบุญ ด้วยการผ่อนส่งกับทางธนาคารที่ทางวัดเปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้กับสถาบันการเงินถึง 6 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาคลองหลวง ธนาคารกรุงไทย สาขารังสิต ธนาคารกสิกรไทย สาขารังสิต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขารังสิต และธนาคารไทยทนุ สาขารังสิต

"การที่ทางวัดที่ให้ซื้อพระประจำองค์ โดยใช้ระบบการผ่อน เป็นเจตนาที่จะให้มีผู้เข้าวัดอย่างต่อเนื่อง" นายปรีชาให้เหตุผล พร้อมกับระบุว่า การทำบุญมากก็ได้บุญมากตามไปด้วย ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ทำบุญได้เข้าใจว่า จะได้รับอะไรกลับไป

นายปรีชากล่าวถึงการขยายตัวของวัดในด้านต่างๆ ด้วยว่า เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสากล มีการปรับตัวเข้ากับยุคสมัย เพื่อที่จะดึงพุทธศาสนิกชนมาทำบุญ

"การทำบุญด้วยการให้ซื้อพระ ผมมองว่า เป็นอุบายเพื่อที่จะให้ทุกคนมาทำบุญกันมากขึ้น ส่วนการจัดสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ ก็เห็นว่ามีความมั่นคง มีรูปแบบที่ถูกต้อง ขณะที่พระในวัดแห่งนี้ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาในระดับที่สูง ทั้งในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี" นายปรีชากล่าว

นางสาววิลาวรรณ ยันตรัตน์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่เดินทางมาทำบุญ และปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ณ วัดแห่งนี้ ซึ่งเธอก็ยืนยันเช่นกันว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อข่าวที่ออกไปในทางที่ไม่ดีต่อวัด

"เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็เคยเห็นว่ามีการเผยแพร่ข่าวในลักษณะนี้" นางสาววิลาวรรณกล่าว พร้อมทั้งให้เหตุผลการเดินทางมาวัดแห่งนี้ว่า มาปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตใจสงบ และยังเห็นว่าการรณรงค์ให้ประชาชนทำบุญ จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเห็นด้วยกับหลักที่ว่า ทำบุญมาก ก็ย่อมจะได้บุญมาก

นางสาววิลาวรรณมั่นใจว่า คำสั่งสอนของพระวัดพระธรรมกายเป็นความจริง ไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนา ซึ่งก็รวมทั้งการก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งนับแต่เธอมาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2538 ก็ปรากฏว่าการเรียนดีขึ้นตามลำดับ